Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home ทางข้างหน้า ก้าวไปสู่ระดับโลก สามปีหลังจากจบปริญญาเอก
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















สามปีหลังจากจบปริญญาเอก Print E-mail
สามปีหลังจากจบปริญญาเอก
คมสัน สุริยะ
13 พฤษภาคม 2557
(วันวิสาขบูชา)


ผมจบปริญญาเอกวันที่ 11 เมษายน 2554 ปีนี้ก็ครบสามปีแล้วที่ผมจบปริญญาเอก จึงอยากจะบันทึกว่าได้เกิดอะไรขึ้นบ้าง และเรื่องต่าง ๆ เป็นอย่างที่เคยคิดไว้ก่อนหน้านี้หรือเปล่า
 
ปริญญาเอกเป็นกระดาษใบหนึ่งที่ผมบรรจงหอบกลับเมืองไทยอย่างกลัวหาย เพราะว่ามันเป็นใบเบิกทางสำหรับการทำงานในวิชาชีพของผม เมื่อกลับมาเมืองไทยก็ต้องเอาไปแสดงให้ต้นสังกัดเพื่อปรับวุฒิ  และยังต้องมีกระบวนการพิสูจน์ทราบว่ามันเป็นของจริง โดยที่ต้นสังกัดจะทำหนังสือไปขอยืนยันกับมหาวิทยาลัยที่ออกปริญญาด้วย
 
หลังจากที่ทุกคนยอมรับว่าเราได้รับวุฒิปริญญาเอกและเรียกเราว่าด๊อกเตอร์แล้ว กระดาษปริญญาแผ่นนั้นก็ถูกเก็บรักษาไว้ในตู้ เก็บไว้อย่างดี จนแทบจะไม่ได้เอาออกมาดูอีกเลย นอกจากวันไหนที่อยากจะไปสมัครงานใหม่ก็จะเอาออกมาแสกนเป็นไฟล์เตรียมไว้ เผื่อว่าต้องใช้ 
 
อันที่จริงงานที่ทำอยู่ตอนนี้ก็เป็นงานที่วิเศษมาก มีความหลากหลาย สมบุกสมบัน และต้องใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ที่จะฝ่าฝันให้บรรลุเป้าหมาย ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาที่จะเกิดความรู้สึกว่าต้องสมัครงานใหม่ แต่ก็นี่ก็ครบสามปีแล้ว งานที่ทำมาก็ทำมาเต็มที่แล้ว ความท้าทายใหม่ ๆ กำลังรออยู่ตรงหน้า ชีวิตผมก็เปิดรับโอกาสเหล่านั้นอยู่ตลอดเช่นกัน
 
ความเป็นปริญญาเอกอยู่ตรงไหน ผมเคยได้เขียนไว้แล้วว่าความเป็นปริญญาเอกเริ่มตั้งแต่เข้าไปเรียนปริญญาเอก คุณต้องทำตัวเป็นด๊อกเตอร์ตั้งแต่ยังไม่ได้เป็น   ตั้งแต่เริ่มเรียน เพราะอะไร เพราะว่าคุณจะได้ขัดเกลาชีวิตของคุณให้เป็นไปในแนวทางนั้นอยู่ตลอดเวลา และเมื่อคุณโตเต็มที่บนเส้นทางนี้ คนก็จะได้เรียกคุณว่าด๊อกเตอร์ได้อย่างสมภาคภูมิ
 
ความเป็นด๊อกเตอร์หลังจากเป็นด๊อกเตอร์กลายเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอยู่ช่วงเดียว คือ ในตอนแรก ๆ ที่กลับมาเมืองไทย เพราะคนเรียกเราแตกต่างออกไปจากเดิม จากนั้นภารกิจการงานทำให้เราเริ่มลืมว่าเราเป็นด๊อกเตอร์ ดู ๆ ไปก็เหมือนคนธรรมดาคนหนึ่ง จะออกบ้านไปทำงาน กินข้าว กลับบ้าน วิถีชีวิตก็เหมือนกับคนทั่วไป ไม่ได้แตกต่างอะไร แล้วความเป็นด๊อกเตอร์คืออะไร
 
ความเป็นด๊อกเตอร์ถูกคาดหวังให้สร้างนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาได้ คือ นักศึกษาระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ต้องแนะนำนักศึกษาให้ทำวิทยานิพนธ์ได้ ซึ่งเป็นภารกิจที่ท้าทายและทอดทิ้งไม่ได้ บางครั้งก็ต้องทุ่มสุดตัวเพื่อนักศึกษา เพราะว่าจะทำให้นักศึกษาล้มเหลวไม่ได้ ความล้มเหลวของนักศึกษาในความดูแลก็เหมือนความล้มเหลวของเราเอง จวบจนปัจจุบัน ผมสร้างนักศึกษาปริญญาเอกที่จบแล้ว 2 คน นักศึกษาปริญญาโทที่จบแล้ว 15 คน และกำลังจะจบอีก 10 คน ทุกคนคือความภาคภูมิใจของผม
 
ความเป็นด๊อกเตอร์ถูกคาดหวังว่าจะคุยกับโปรเฟสเซอร์ต่างชาติรู้เรื่อง และรับเอาวิทยาการอันทันสมัยจากท่านเหล่านั้นเข้ามาไว้ในมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งต่อยอดให้เกิดงานวิจัยใหม่ ๆ หรือบทความใหม่ ๆ ออกมา
 
อย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟังครั้งหนึ่งแล้วว่า ความรู้ของด๊อกเตอร์ใหม่จะหมดไปในสามปีหลังจากจบด๊อกเตอร์ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง นี่ก็ครบสามปีแล้ว ความรู้ของผมตอนที่เรียนมาก็ล้าสมัยไปหมดแล้ว สิ่งที่ใช้ทำมาหากินได้ในตอนนี้เป็นเรื่องที่มาเรียนเอาเพิ่มเติมหลังจากกลับมาทำงานทั้งนั้น โชคดีที่ผู้บริหารคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล จึงได้ขอให้โปรเฟสเซอร์ต่างชาติมาถ่ายทอดความรู้ใหม่ ๆ ให้เป็นประจำทุกปีผ่านทางการประชุมวิชาการนานาชาติและการบรรยายหลายสิบครั้งต่อปี ซึ่งทำให้ผมได้รับอานิสงค์จากวิชาใหม่ ๆ เหล่านั้นไปด้วย
 
ความเป็นด๊อกเตอร์ยังทำให้คนคาดหวังอีกว่าจะต้องทำวิจัยได้ในทุก ๆ เรื่องที่ได้รับมอบหมาย แม้ว่าจะเป็นงานยากงานง่าย งานที่มีทางเดินชัดเจนหรืองานที่เดินคลำ ๆ ไปในความมืด ความสำเร็จเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้น ไม่มีข้อต่อรอง และไม่มีข้อแม้ ซึ่งเรื่องนี้เองก็ทำให้ผมจำเป็นต้องเรียนรู้ศาสตร์และศิลป์ใหม่ ๆ ที่จำเป็นสำหรับการบริหารโครงการวิจัยขนาดใหญ่และการปิดจ๊อบให้ลงตัวทั้งเรื่องงานวิชาการ เรื่องเงิน เรื่องลูกค้า และเรื่องทีมงานพวกเดียวกันเอง
 
หากถามว่า มาถึงตอนนี้จะให้ย้อนกลับไปไม่เป็นด๊อกเตอร์แล้วเอาไหม ผมตอบได้เลยว่าไม่เอา เพราะเป็นด๊อกเตอร์มันดีกว่ามาก 
 
ผมได้งานที่ท้าทายกว่า ผมได้เงินที่เยอะกว่า ผมมีวิชาการที่มากกว่า ผมมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่า และผมมีจิตใจที่เข้มแข็งกว่าผมคนเดิมที่ยังไม่ได้เป็นด๊อกเตอร์   แบบนี้แล้วทำไมต้องกลับไปเป็นตอนที่ยังไม่ได้เป็นด๊อกเตอร์ ผมลำบากใจหากต้องตายไปแล้วต้องเกิดใหม่มาเรียนเอาด๊อกเตอร์อีกรอบ แต่ผมก็มั่นใจว่ายังไงก็จะทำได้อีกครั้งอยู่ดี เพราะหัวจิตหัวใจของเราพร้อมที่จะเอาชนะมันอยู่แล้วไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน อีกอย่างก็คือถ้าทักษะสามารถส่งผ่านข้ามภพชาติไปพร้อม ๆ กับวิญญาณได้จริง ผมก็รู้แล้วว่าจะทำอย่างไรให้จบด๊อกเตอร์และมีทักษะอยู่แล้วที่จะทำให้จบได้   ดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องกลัวเรื่องการเกิดใหม่และการต้องกลับไปเรียนใหม่ เพียงแต่ขี้เกียจเล็กน้อยเท่านั้นเองที่ต้องเริ่มต้นกันใหม่
 
เอาหล่ะ กลับมาตอนที่ผมยังมีชีวิตอยู่  ผมจึงควรต้องรักษาชีวิตนี้ไว้ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ความเป็นด๊อกเตอร์คราวนี้คุ้มค่ายาวนานที่สุด
 
สิ่งที่ผมต้องการจะทำต่อไปคือ ผมจะเคลื่อนเข้าใกล้ปัญหาในโลกของความจริงมากยิ่งขึ้นอีกก้าวหนึ่ง   โดยการวิจัยเพื่อพัฒนาอาวุธทางเศรษฐศาสตร์ (Wirtschaftliche Sturmswaffensforschung: WSWF) ซึ่งเป็นการผนวกเอาฟิสิกส์ ชีววิทยา จิตวิทยา และวิทยาการคอมพิวเตอร์ เข้ากับเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิม   การวิจัยนี้ประกอบด้วยโครงการวิจัยจำนวนหนี่งที่ผลิตขึ้นมาเพื่อเอาชนะปัญหาทางเศรษฐกิจที่วิธีการเดิม ๆ ใช้แก้ปัญหาไม่ได้   ความรู้จากงานวิจัยเหล่านี้จะทำให้กองทุนได้ผลตอบแทนที่มากขึ้นและมีสินทรัพย์เพิ่มพูนขึ้นเท่าทวีคูณในเวลาอันรวดเร็ว 
 
ผมเคยอยากเป็นผู้จัดการกองทุนรวมที่เก่งที่สุดในประเทศไทยเมื่ออายุ 50 ปี แล้วผมก็ทิ้งความฝันนั้นไป เพราะไปเจอกับสภาพแวดล้อมที่บั่นทอนบางอย่าง แต่ตอนนี้ผมกลับมาใหม่ ไม่ได้อยากเป็นผู้จัดการกองทุนรวมอย่างนั้น แต่เป็นผู้พัฒนาอาวุธลับให้กับผู้จัดการกองทุนรวม และผมจะเป็นคนที่เก่งที่สุดในประเทศนี้ในด้านนี้ รอดูอีก 10 ปี ผมจะเขียนมาเล่าให้ฟังอีกครั้งว่าผมไปถึงเป้าหมายนั้นได้หรือไม่
 
เมื่อผมมองดูหนังสือในห้องหนังสือของผม ผมแปลกใจมากที่หนังสือมีมากมายจนนับไม่ถ้วน และมีความรู้มากพอที่จะใช้สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยไปอีกนับ 10 ถึง 20 ปี แต่ผมก็กลับรู้สึกว่าความรู้เหล่านี้ไม่พอสำหรับการเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพียง 10 เดือน 
 
ผมตระหนักถึงความอ่อนด้อยของผมในเชิงวิชาการและความรอบรู้ ผมต้องศึกษามากยิ่งขึ้น อ่านมากยิ่งขึ้น เรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น ๆ มากยิ่งขึ้น ติดตามข่าวสารบ้านเมืองมากยิ่งขึ้น เพื่อให้พร้อมสำหรับการรับภารกิจที่หนักยิ่งขึ้นสำหรับแผ่นดินนี้หากถึงเวลาที่จำเป็น
 
ผมยังฝันถึงการได้ใช้ชีวิตอยู่กับความท้าทายในการพัฒนาอาวุธลับทางเศรษฐกิจที่จะทำให้หัวใจคนเต้นตูมตามด้วยความสนุกสนานตื่นเต้นของชีวิตราวกับได้พบกับหญิงสาวที่เป็นรักแรกเดินเข้ามาใกล้  
 
ผมยังไม่ลืมนักศึกษาในความดูแลที่จะต้องทำให้พวกเขาจบ และออกมาทำงานได้อย่างมีวิชาติดตัว พร้อมทั้งหัวจิตหัวใจที่อดทนและสู้ เพื่อเผชิญหน้ากับเรื่องต่าง ๆ ทั้งที่ดีและบ้าคลั่งของโลกนี้ 
 
สรุปแล้วสามปีสำหรับการเป็นด๊อกเตอร์มันช่างวิเศษมาก งานหนัก ภาระอึ้ง เจอคนดี ๆ เข้ามาในชีวิต ได้ร่วมงานกับทีมงานที่วิเศษ ได้ใช้วิชาและชีวิตทดแทนคุณแผ่นดินบ้างตามสมควร 
 
สามปีที่เก่าต้องไปและใหม่ต้องมา วิชาเก่า ๆ ที่เรียนมาแล้ว ล้าสมัยแล้วก็ทิ้งไป เปิดรับวิชาใหม่ ที่ทันสมัย แก้ปัญหาใหม่ ๆ ได้ดีกว่าเดิม เอาเข้ามาให้เรียนรู้กัน อย่าไปยึดติดกับวิชาเก่า ๆ อย่าคิดว่าตัวเองยังมีความรู้ดีอยู่หรือยังทันสมัยอยู่ สามปีของความรู้ มันหมดตรงนั้นแล้ว ต้องหัดใจกว้างเปิดรับความจริงข้อนี้  ไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง  และไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า "การวิจัย"
 
อย่าลืมว่าองค์ความรู้ทำให้เกิดความเชื่อ ความเชื่อที่ถูกทำให้คนเดินไปบนเส้นทางสู่ความสำเร็จ ความเชื่อที่ผิดก็นำคนไปสู่หายนะ  ดั่งคำกล่าวที่ว่า วิจัย เชื่อ และใช้ชีวิตตามความเชื่อนั้น  (Forschen, Glauben, Leben)  การวิจัยจึงสำคัญมากและจะทอดทิ้งไม่ได้ในชีวิตของนักวิชาการและการเป็นด๊อกเตอร์

โลกต้องหมุนไป เราก็หมุนตามโลก เวลาเป็นเรื่องที่หยุดยั้งมันไม่ได้ สุขภาพของพวกเราก็ผันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา  ผมมีท่านผู้อ่านกรุณาติดตามอ่านงานของผมอยู่ตลอดมา ผมต้องขอบคุณมาก ผมหวังว่าท่านจะได้อ่านงานของผมอีกใน 10 ปีข้างหน้า ในเวลานั้นคงมีเรื่องดี ๆ มาเล่าให้กันฟังต่ออีกมากมาย ผมก็จะพยายามรักษาสุขภาพเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปให้ถึงวันนั้นเช่นกัน   แล้วพบกันใหม่ครับ  สวัสดีครับ





กลับสู่หน้าแรก


 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ