Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home เคล็ดลับวิจัย เกร็ดการทำวิจัย เกร็ดการทำวิจัยตอนที่ 42: การปรับปรุงแบบสอบถาม
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















เกร็ดการทำวิจัยตอนที่ 42: การปรับปรุงแบบสอบถาม Print E-mail
คมสัน สุริยะ
26 พฤษภาคม 2555


บทความนี้เป็นบทความแรกในซีรีย์เกร็ดการทำวิจัยที่ผมเขียนขึ้นหลังจากที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกมาจากประเทศเยอรมัน   เหตุที่ต้องบันทึกไว้เพราะว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาผมกับนักศึกษาปริญญาโทกลุ่มใหญ่กำลังนั่งสร้างแบบสอบถามกันเพื่อใช้สำหรับทำวิทยานิพนธ์  แล้วได้พบปัญหาที่จำเป็นต้องแก้ไขแบบสอบถาม  ผมจึงคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ที่จะบันทึกประสบการณ์นี้ไว้เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงแบบสอบถามสำหรับนักศึกษารุ่นหลังต่อไป


การออกแบบสอบถามเหมือนกับการส่งทหารออกไปรบ  ซึ่งต้องใช้กำลัง  เงิน และเวลามาก  เราย่อมไม่ต้องการให้เกิดความสูญเปล่า  จึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม  เพราะว่าถ้าพลาดไม่ใช่แค่หมายถึงต้องกลับมาทำกันใหม่  แต่อาจจะยังหมายถึงความท้อใจจนเลิกทำการศึกษานั้นไปเลย  ดังนั้นแบบสอบถามก่อนที่จะส่งออกไปเก็บข้อมูลต้องปรับปรุงให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้


แบบสอบถามจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง  เมื่อประสบปัญหาดังนี้


1.  คำตอบต้องออกมาอย่างที่รู้ ๆ กันอยู่แล้ว (Obvious) 

เรื่องที่เราไม่ค่อยอยากฟังเวลาที่มีคำวิจารณ์ออกมาก็คือ  "เรื่องนี้ผลก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าต้องออกมาเป็นแบบนี้  ไม่เห็นจะน่าตื่นเต้นตรงไหน"   ผลการศึกษาแบบนี้มักจะเรียกกันว่า Obvious หมายถึง  มันต้องเป็นอย่างที่รู้ ๆ กันอยู่แล้ว  ไม่ได้สร้างความแตกต่างไปจากสิ่งที่รู้กันอยู่เลย   แบบสอบถามที่มองแล้วเห็นว่าอย่างไรผู้ตอบก็ต้องตอบออกมาเหมือนกับที่เราคิดไว้  มีโอกาสน้อยมากที่จะตอบไปเป็นอย่างอื่น  ก็อย่าเสียเวลาออกแบบสอบถามไปถามเลยดีกว่า   เรื่องที่ควรถามควรเป็นเรื่องที่ไม่รู้จะออกข้างไหน  หรือ ห้าสิบห้าสิบ  แล้วให้เราลุ้นว่าคำตอบจะออกมาทางไหนกันแน่



2. คำตอบว่าไปเรื่อย  หาหลักฐานอ้างอิงไม่ได้  (Subjective)

สิ่งไหนที่ควรจะวัดออกมาได้ หรือควรจะคำนวณออกมาได้  เราควรจะถามเอาข้อมูลเหล่านั้นแล้วนำกลับมาคำนวณเอง  อย่าให้ผู้ตอบคำถามต้องประเมินเองด้วยสเกลมากน้อย (สเกลแบบนี้เหมาะกับการใช้วัดทัศนคติหรือความพึงพอใจ  ซึ่งหาหลักฐานอย่างอื่นไม่ได้  แต่ไม่เหมาะกับกรณีที่ตัวเลขสามารถคำนวณได้จากหลักฐานอื่น)   เพราะเวลาเราเอาข้อมูลกลับมาเขียนรายงานแล้วจะถูกวิจารณ์ว่า  "คุณเอาคำตอบที่เป็นแบบ Subjective แบบนี้มานำเสนอได้อย่างไร  มันเชื่อถืออะไรไม่ได้" 



3. คำตอบไม่จริง (Biased)

เรื่องดี ๆ ใคร ๆ ก็อยากตอบว่าตัวเองดี   และเรื่องร้าย ๆ ใคร ๆ ก็ไม่อยากตอบว่าตัวเองร้าย   สุดท้ายแล้วคำตอบก็ออกมาทางเดียวกันหมดว่า  ทุกคนดีเหมือนกันหมดเลย  และไม่มีใครทำอะไรร้าย ๆ สักคน   เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำให้การวิเคราะห์ด้วยเทคนิค Regression ออกมาพบว่าไม่มีตัวแปรต้น (X) ไหนเลยที่จะแยกแยะว่าใครเป็นใครได้  ตัวแปรทุกตัวจะออกมาไม่มีนัยสำคัญ (Insignificant) กันหมดอย่างแน่นอน



4. ไม่มีเรื่องราว  ไม่มีความเชื่อมโยง  ไม่มีเหตุผล  (Spurious)

แบบจำลองประเภทที่ไปตายเอาดาบหน้า  มักจะใส่ตัวแปรทุกอย่างเข้าไปทางขวามือ (ตัวแปรต้น หรือ ตัวแปร X)  แล้วคิดไปเองว่าจะมีความสัมพันธ์กับตัวแปรทางซ้ายมือ (ตัวแปรตาม หรือ ตัวแปร Y)  แบบจำลองประเภทนี้เมื่อนำมาสร้างเป็นแบบสอบถามแล้วก็จะมุ่งที่จะหาค่ามาเติมใส่แบบจำลองเท่านั้น  ไม่ได้ย้อนกลับไปคิดว่า  ตัวแปรต้นเหล่านี้หากเกิด "มีนัยสำคัญทางสถิติ" หรือแปลว่ามีความสัมพันธ์กันกับตัวแปรตามแล้ว  มันเป็นเพราะสาเหตุใด   หากไม่สามารถตอบได้  ก็แสดงว่าแบบจำลองนั้นทำท่าจะใช้ไม่ได้  แล้วแบบสอบถามที่ทำจากแบบจำลองที่ใช้ไม่ได้  ก็คงจะใช้ไม่ได้พอกัน



5. ไม่ลึก  ไม่มีรายละเอียด (Shallow)

หลาย ๆ ครั้งที่แบบสอบถามทำไปเพื่อเอาใจแบบจำลอง  แบบว่าขอให้ได้ข้อมูลมาใช้ในแบบจำลองได้เป็นพอ   แต่เมื่อได้ผลจากแบบจำลองออกมาแล้วกลับพบว่าไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ  บอกได้แต่ว่าตัวแปรนี้มีนัยสำคัญ   ตัวแปรนั้นไม่มีนัยสำคัญ   พอถามว่า  เรื่องนี้ผู้ตอบมีพฤติกรรมเป็นอย่างไร   ก็ไม่สามารถตอบได้   เพราะไม่มีข้อมูลในแบบสอบถาม   ดังนั้นแบบสอบถามที่ดีจำเป็นต้องมีคำถามเชิงพฤติกรรมด้วย  เพราะว่าจะเป็นข้อมูลที่ใช้เจาะลึกลงในรายละเอียดของผู้ตอบแบบสอบถาม  ซึ่งจะทำให้การวิเคราะห์มีข้อมูลเชิงลึกในการอธิบายเรื่องราวมากขึ้น



6. ลืมข้อมูลสนับสนุน (Unsupportive)

ไม่เพียงข้อมูลเชิงพฤติกรรมที่จะทำให้แบบสอบถามได้ข้อมูลในเชิงลึก  แต่นักวิจัยต้องได้ตัวเลขที่จำเป็นสำหรับการสนับสนุนผลการศึกษาที่ได้จากแบบจำลอง   เพื่อที่จะใช้ "ยืนยัน" (Confirm)  ว่าแนวการวิเคราะห์ของเราถูกต้องจริง ๆ   ไม่ใช่แค่เป็นการ "เดา" (Speculation)  เท่านั้น   ตัวเลขเหล่านี้จะต้องคิดอ่านกันตั้งแต่แรกแล้วว่า  ผลการศึกษาจากแบบจำลองจะอ่านกันอย่างไร  ถ้าผลออกมาอย่างนี้แล้วเราต้องการตัวเลขอะไรมายืนยัน  หรือถ้าผลออกมาเป็นอีกอย่างหนึ่ง  แล้วเราจะได้ตัวเลขอะไรมาช่วยสนับสนุนเหตุผล   เรื่องเหล่านี้จะว่าไปแล้วก็คือ  ต้องลองเขียนรายงานล่วงหน้าออกมาก่อน  เพื่อที่จะจินตนาการในทางที่เป็นไปได้ทั้งหมด  และเตรียมหาทางหนีทีไล่เอาไว้   เรื่องแบบนี้ต้องขยันคิดขยันทำและขยันจินตนาการ  ดีกว่าต้องมานั่งซึมทีหลังว่าผลการศึกษาออกมาแล้วไม่มีตัวเลขอื่น ๆ รองรับ



7. ตอบไม่ครบ  (Missing)

เมื่อนักศึกษาหรือนักวิจัยคิดว่าจะต้องเก็บข้อมูลให้ครบทั้งหมดเท่าที่อยากได้  ทีนี้ความยาวของแบบสอบถามก็จะยาวขึ้นจนบางครั้งเกินกว่าความสามารถของผู้ตอบแบบสอบถาม   ผู้ตอบแบบสอบถามอาจจะเริ่มเบื่อ  และวางปากกา  จากนั้นก็อาจจะทิ้งแบบสอบถามของเราไปเลย  หรืออาจจะใจดีที่จะพับแล้วส่งกลับในซองที่เราเตรียมไว้ให้   แต่ถึงส่งกลับมาแบบสอบถามนั้นก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี   ดังนั้นทางที่ดีคือ  แบบสอบถามต้องสั้น   และต้องดึงดูดความสนใจได้นานพอจนกว่าผู้ตอบแบบสอบถามจะตอบเสร็จ     เรื่องนี้ต้องอาศัยศิลปะและจิตวิทยาในการจูงใจมาทำให้แบบสอบถามชวนติดตามและไม่น่าเบื่อ




8. ตอบโจทย์วิจัยไม่ได้  หรือตอบได้แต่ไม่ตรงจุด  (Wasteful)

เวลาที่เราทำแบบสอบถามโดยเอา "แบบจำลองเป็นตัวนำ"  เราก็จะมุ่งถามถึงตัวแปรที่จะเอามาใส่ในแบบสอบถาม  จนอาจจะลืมไปว่าจริง ๆ แล้วเราไม่ได้ออกแบบสอบถามไปเพื่อทำแบบจำลองเท่านั้น  แต่ยังต้องทำเพื่อตอบโจทย์วิจัย

การปรับปรุงแบบสอบถามต้องกลับมาดูว่าจริง ๆ แล้วงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ต้องการจะตอบโจทย์อะไรกันแน่  และต้องการหาทางเสนอแนะเรื่องอะไรที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงสังคม   ตรงนั้นต่างหากที่ต้องดูแลว่าข้อมูลของเราเมื่อได้ออกมาแล้วจะตอบโจทย์นั้นหรือเสนอแนะเรื่องนั้นได้จริง ๆ หรือไม่   ถ้าทำไม่ได้ก็เสียเวลาที่จะทำ




แปดข้อนี้อาจารย์ถือว่านักศึกษาต้องได้เรียนรู้และทำการปรับปรุงแบบสอบถามของตนขึ้นมาใหม่   อาจารย์รู้ว่าแบบสอบถาม Version 1 ที่พวกคุณทำกันมานั้นก็ดูดีกว่าต้นฉบับแรกที่ส่งมาให้อาจารย์มาก   แต่ในเมื่อมันยังใช้ไม่ได้ดีตามที่ควรจะเป็น  อาจารย์อยากให้พวกคุณปรับปรุงให้เป็น Version 2  ขึ้นมาอีกครั้ง    แม้ว่าจะต้องเลื่อนกำหนดการส่งแบบสอบถามออกไปอีกหลายสัปดาห์   และแน่นอนว่ากระทบกับระยะเวลาที่พวกคุณจะสำเร็จการศึกษา  แต่อาจารย์ปล่อยผ่านไปไม่ได้   เพราะอาจารย์คิดว่า การส่งทหารออกไปรบโดยไปหวังว่าจะชนะเอาข้างหน้า  ย่อมไม่เป็นผลดีแน่   แต่อาจารย์อยากให้เราออกรบเมื่อเรารู้ว่าเราจะต้องชนะแน่นอน   หวังว่านักศึกษาทุกคนจะเข้าใจและอดทนปฏิบัติตามคำแนะนำของอาจารย์จนกว่าจะประสบความสำเร็จในที่สุด









กลับสู่เกร็ดการทำวิจัย



 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ