Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home ทางข้างหน้า Zentenzer ฟอร์ชุง Forschung vs วิจัย
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















ฟอร์ชุง Forschung vs วิจัย Print E-mail
คมสัน สุริยะ
17 กรกฎาคม 2553
 
 
ฟอร์ชุง  Forschung   เป็นภาษาเยอรมัน แปลว่า การวิจัย
 
คำกริยาของมันคือ ฟอร์เช่น forshcen    แปลว่า ทำวิจัย
 
คำนี้มักจะปรากฎตามป้ายของมหาวิทยาลัย เช่น
 
fuer Forschung  (เฟือ ฟอร์ชุง)    สำหรับการวิจัย
 




forschen, glauben, leben     (ฟอร์เช่น   เกล๊าเบ้น   เลเบ้น)     วิจัย   เพื่อให้เชื่อ และใช้ชีวิตตามความเชื่อนั้น
 
 
 
เวลาผมเห็นคำนี้   มันจะมาพร้อมกับความรู้สึกอะไรบางอย่าง
 
มันไม่ใช่แค่คำว่า วิจัย   แต่มันทำให้รู้สึกว่า 

ทำไมคนพวกนี้อยากรู้อะไรกันจังเลย
 
มันมีอะไรให้อยากรู้กันนักหนา  
 
 
 
 
เวลาผมเห็นคำว่า วิจัย เป็นภาษาไทย มันทำไมรู้สึกเฉย ๆ  
ไม่ค่อยรู้สึกว่าคนจะอยากรู้อะไรกันสักเท่าไร  
ยิ่งเวลามาดูหัวข้อการวิจัยของนักศึกษา  
คิดว่าอะไร ๆ ก็ดีหมด  
ยกเว้นแต่ว่ามันขาดอะไรไปบางอย่าง
 
 
 
สิ่งที่ขาดไป 

คือ ความรู้สึกอยากรู้อยากเห็น
 
ความสดใสร่าเริง  
 
ความรู้สึกที่ว่า ทำไมนักศึกษาคนนี้อยากรู้เรื่องนี้จัง
 
 
 
 
ผมอาจจะคิดมากเกินไป
แต่ผมรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง 
และคิดว่านี่คือความแตกต่างที่ทำให้การศึกษาของไทยกับเยอรมันต่างกัน
ผลของการศึกษาก็ต่างกัน
คือ เขาทำมหาวิทยาลัยวิจัยได้ แต่ของเราเป็นมหาวิทยาลัยสอน 
 


การที่เขาเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย เพราะคนของเขาอยากรู้อยากเห็น อยากเฝ้าติดตาม อยากหาคำตอบ
การที่เราเป็นมหาวิทยาลัยสอน เพราะคนของเรารอให้ป้อน เชื่ออะไรตามฝรั่ง รอให้ฝรั่งหาคำตอบให้ แล้วเชื่อตาม
 
 

พอเราจะพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย
เราก็เลยทำวิจัยแบบ ทำตาม ๆ กัน
เทคนิคเดียวกัน   ทำไปแบบเดียวกัน  
รอดูว่าคนอื่นทำกันอย่างไร   แล้วเราก็ทำไปแบบนั้น
คือ เอาให้ไม่ผิดไว้ก่อน   เป็นใช้ได้
ส่วนจะรู้อะไรขึ้นมามากมายเท่าไร  ไม่ใช่เรื่องใหญ่
และที่สำคัญกว่านั้น คือ   มันจะเป็นเราที่อยากรู้ หรือใครอยากรู้ หรือจริง ๆ ไม่มีใครอยากรู้ ก็ไม่สำคัญ
 
 
แบบนี้อันตราย

เราไม่มีทางเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยได้โดยไม่มีพื้นฐานทางทัศนคติ
เราจะมีแต่พื้นฐานทางเทคนิคไม่ได้
 
 
เหมือนเราจะทำทีมฟุตบอล
โดยเรามีสนาม มีอุปกรณ์ทุกอย่าง และมีความรู้ว่าฟุตบอลเล่นอย่างไร
แต่เราเอาคนที่ไม่อยากเล่นฟุตบอลมาเล่น  
โค้ชก็บอกว่า   วิ่ง ๆ ไป   แล้วก็เตะ ๆ ไปเถอะ   แค่นี้ก็ถือว่าได้เล่นแล้ว
มันจะไปได้ไกลไหม
 
 
ถ้าเราเล่นเอาแค่สนุกก็คงไม่เป็นไร
แต่สโมสรของเราหวังจะคว้าแชมป์ในเวทีโลก
แบบนี้ทีมงานหนักใจ   เพราะไม่รู้จะไปถึงได้อย่างไร
 
 
การทำให้เป็นมหาวิทยาลัยวิจัย จึงต้องเริ่มต้นที่การบ่มเพาะทัศนคติ
ให้นักศึกษามีความอยากรู้อยากเห็น
ไม่ใช่แค่อยากทำวิจัยให้ผ่าน ๆ ไป
 
 
นั่นต้องอาศัยเวลา

ต้องเข้าค่าย
ต้องละลายทัศนคติเดิม
แล้วถ่ายทอดทัศนคติใหม่เข้าไป
 

ต้องสร้างกลุ่มวิจัย
ที่มีการพบปะเจอกันของคนที่กระตือรือร้นด้านการวิจัย
แล้วให้นักศึกษาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง
เพื่อให้ซึมซับเอาความกระตือรือร้น และความอยากรู้อยากเห็นเข้าไปเรื่อย ๆ
 
 
ต้องมี Staff seminar  
เพื่อกระตุ้นให้นักศึกษากล้าคิดกล้าทำ 
กล้าถาม และกล้าตอบคำถาม
 
 
ต้องมี Summer camp
สำหรับการช่วยเรื่องเทคนิคเชิงปริมาณ
เพื่อให้นักศึกษาได้ลองผิดลองถูกกับการใช้เครื่องมือวิจัย
และมีคนที่มีประสบการณ์คอยแนะนำอย่างใกล้ชิด
นักศึกษาถึงจะกล้าลองอะไรใหม่ ๆ โดยที่ไม่ต้องพะวงว่าจะถูกหาว่าผิด
 
 
 
หลายอย่างที่ต้องทำ

ไม่ใช่แค่เพียงบอกนักศึกษาว่า   เธอไปทำวิจัยมา
ถ้าไม่ผ่านก็ไม่จบ
 

แบบนี้นักศึกษาก็แค่อยากผ่าน แค่อยากจบ
แต่ไม่ได้อยากทำวิจัย
 
 
แล้วเราจะเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยได้อย่างไร
 

ถึงเราจะมีผลงานวิจัยเป็นหมื่น ๆ เรื่อง
ก็ไม่เรียกว่ามหาวิทยาลัยวิจัย
เพราะนักศึกษาเราไม่ได้มีความอยากทำวิจัย
ไม่ได้มีความอยากรู้อยากเห็น หรืออยากได้คำตอบอะไรจากการทำวิจัยเลย
 
 

นั่นแหละครับคือสิ่งที่ผมพยายามชี้ให้เห็น
และที่ผมจะพยายามสร้างกิจกรรมต่าง ๆ  มาเพื่อปูพื้นฐานให้นักศึกษาของเรา
เพื่อที่เราจะสามารถก้าวไปเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยได้จริง ๆ สักวัน
 
 
 
 

 
 
 









 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ