Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home เคล็ดลับวิจัย วิจัยเกินกว่าในตำรา แก้ปัญหาโดยไม่ทำวิจัยได้หรือไม่
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















แก้ปัญหาโดยไม่ทำวิจัยได้หรือไม่ Print E-mail
คมสัน สุริยะ
16 พฤษภาคม 2553
 
 
สืบเนื่องจากคำถามจากแฟนรายการที่เขียนมา ผมคิดว่ามีประโยชน์อย่างมากที่จะได้นำเสนอประเด็นนี้สู่สังคมในวงกว้าง   ผมจึงขอนำเสนอทั้งคำถามและคำตอบไว้ ณ ที่นี้   ผมใคร่ขอขอบคุณท่านผู้นำเสนอคำถามเป็นอย่างมากที่กระตุ้นให้เกิดบรรยากาศการถามตอบ ผมอาจจะไม่ใช่คนที่จะสามารถตอบได้ดีที่สุดแต่คิดว่าจะนำมาซึ่งการถกประเด็นในเรื่องนี้ต่อไปในอนาคตครับ 
 
 
จดหมายจากท่านผู้อ่าน
 
ผมได้ติดตามผลงานของอาจารย์ทาง tourismlogistics.com แล้วชอบมาก
มีการอธิบายเรื่องการวิจัยที่เข้าใจง่าย  ทำให้ได้ความรู้ในการวิจัยเพิ่มมากขึ้น
และวันนี้   ผมมีข้อสงสัยที่ขอให้อาจารย์ช่วยอธิบายเพิ่มเติม ดังนี้

ในกรณีที่ต้องการแก้ปัญหาทางธุรกิจ    อยากทราบความแตกต่างระหว่างการแก้ปัญหาโดยการวิจัยและไม่ทำการวิจัย ดังนี้

1.1. พบปัญหา แล้วทำการศึกษา รวบรวมทฤษฏี   แนวคิดที่เกี่ยวข้อง   สร้างแบบจำลอง  และทดลองนำไปใช้ แก้ปัญหาจริงโดยไม่ทำวิจัย

1.2. พบปัญหา แล้วทำการศึกษา รวบรวมทฤษฏี   แนวคิดที่เกี่ยวข้อง  สร้างแบบจำลอง  และทำการวิจัย
 
 
 
 
 
 
คำตอบ
 
ถ้าไม่ทำวิจัยก็สามารถใช้วิธีถามผู้เชี่ยวชาญ 
 
การตอบปัญหาไม่จำเป็นต้องทำวิจัย คนที่สามารถให้คำตอบได้เลยเรียกว่าผู้เชี่ยวชาญ    ผู้เชี่ยวชาญคือผู้ที่ทำการศึกษาวิจัยเรื่องนั้นมาเป็นระยะเวลายาวนานและลึกซึ้งกับเรื่อง ๆ นั้น   เมื่อเราอยากทราบคำตอบแบบด่วน เราก็ถามผู้เชี่ยวชาญ ก็จะได้คำตอบเลย โดยที่ไม่ต้องทำวิจัย
 
งานที่จ้างผู้เชี่ยวชาญในระดับนานาชาติเท่าที่ผมเคยเห็นมาก็มีเช่น โครงการของสหประชาชาติจ้างผู้เชี่ยวชาญในเมืองไทยเป็นเวลา 14 วัน เพื่อที่จะชี้เป้าสำหรับการพัฒนาเรื่องสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน    ระหว่าง 14 วันนี้เขาเขียนรายละเอียดในสัญญาแบ่งเป็น การค้นคว้าเอกสาร การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล จัดทำรายงาน การนำเสนอผลงานในที่ประชุม  
 
ข้อสังเกตจากสัญญาจ้างงาน 14 วันเช่นนี้จะเห็นได้ว่าให้เวลาน้อยมาก และทำทุกอย่างที่แทบจะเรียกว่ากระบวนการวิจัย   ผู้ที่จะรับงานนี้ได้ต้องมีทุกอย่างอยู่ในมือหมดแล้ว ทั้งเรื่องเอกสาร ทั้งต้องมีและต้องเคยอ่านมาแล้วเป็นจำนวนมาก   ข้อมูลก็ต้องมีอยู่แล้ว   แล้วนำมาจับกับประเด็นปัญหาที่ผู้ว่าจ้างต้องการเน้นเป็นพิเศษ   หากไม่มีข้อมูลในมือมาก่อนรับรองว่าทำไม่ทัน   เรื่องดีของงานแบบนี้ก็คือนักวิจัยเรียกเงินเท่าไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับความพอใจของทั้งสองฝ่าย   ถ้าตกลงจ้างก็ตกลงทำ 
 
แต่หากเราไม่มีผู้เชี่ยวชาญอยู่ในสำนักงานของเรา หรือไม่มีงบประมาณสำหรับการจ้างผู้เชี่ยวชาญมาตอบคำถาม เราก็ต้องพยายามหาคำตอบเองด้วยคนและทรัพยากรภายในสำนักงานของเราเอง เรียกว่า In-house research   แน่นอนว่าเราก็ต้องรวบรวมเอกสารเท่าที่มีมาก่อนว่าเคยมีใครค้นคว้าเรื่องนั้นมาก่อนอย่างไรบ้าง   เพื่อดูว่าคำตอบน่าจะออกมาว่าอย่างไร    ทฤษฎีว่าไว้อย่างไร   แล้วพอจะเอามาประยุกต์กับกรณีปัญหาของเราได้อย่างไรบ้าง
 
 
 
 
เมื่อมีหลายคำตอบจะหาทางลงเอยอย่างไร
 
สิ่งที่จะตามมาก็คือคำตอบลาง ๆ ว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้น   แล้วเราจะแน่ใจได้อย่างไร   หากผู้ร่วมงานในทีมคิดคำตอบแตกต่างออกไป   เราจะหาทางลงเอยอย่างไรให้เป็นคำตอบเดียว   ทางที่เราทำได้ก็คือต้องทดสอบสมมติฐาน    ในทางวิศวกรรมศาสตร์อาจจะสร้างต้นแบบ (โปรโตไทป์) ออกมาสองสามอย่างเพื่อทดลองแนวคิดที่ต่างกัน จากนั้นก็ทดสอบคุณสมบัติการใช้งาน   แล้วเลือกออกมาว่าแบบไหนที่ดีที่สุด   แบบนี้ก็เรียกว่าวิจัยแล้ว เพราะว่าเป็นการหาคำตอบที่ไม่ติดกับอคติหรือความเชื่อส่วนบุคคล แต่ให้สิ่งที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์เป็นตัวตัดสิน
 
ในทางสังคมศาสตร์ ซึ่งรวมเอาทางธุรกิจไว้ด้วย   ผู้บริหารสองคนอาจจะมองทางแก้ปัญหาต่างกันอย่างสุดขั้ว   ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องเดียวกัน   ทำไมถึงมองต่างกันได้มากเช่นนั้น ก็เพราะว่าข้อมูลในมือต่างกัน ความเชื่อก็เลยต่างกัน   ทีนี้จะทำอย่างไรหาทางลงเอย เพราะต้องตัดสินใจไปได้เพียงทางเดียวเท่านั้น   ก็ต้องหาคนกลางมาเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ดูว่าจริง ๆ แล้วเรื่องมันเป็นอย่างไร
 
งานอย่างที่ผมเคยทำให้กับการบินไทยก็เป็นลักษณะเช่นนี้   เมื่อผู้บริหารต้องการข้อมูลสนับสนุนในการตัดสินใจอะไรบางอย่าง   ก็เรียกใช้บริการของมหาวิทยาลัยเพื่อให้เก็บข้อมูลให้อย่างเป็นกลาง   วิเคราะห์อย่างเป็นกลางและถูกต้องตามหลักวิชาการ ผลการศึกษาออกมาว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น ไม่บิดเบือนหรือโอนเอนไปเอาใจเจ้านายหรือผู้บริหารคนใดเป็นพิเศษ  
 
ผลการศึกษาที่ได้ออกมาก็จะเป็นอินพุทใหม่สำหรับผู้บริหาร   ผมพบว่าจริง ๆ แล้วเขาอยากจะรู้อะไรมากมาย   ซึ่งจะมีตัวแทนมาคอยกำกับการทำวิจัยอยู่อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้นักวิจัยพยายามหาคำตอบนั้น ๆ จำเพาะเจาะจงลงไปให้ได้ตรงความต้องการ   การวิจัยลักษณะนี้ก็ต้องทำกันเร็ว บางที 6 เดือนก็ต้องให้เสร็จแล้ว   เพราะภาคธุรกิจรอนานไม่ได้
 
 


ระบบ  Business Intelligence  จริง ๆ ก็คือการทำวิจัย
 
สมมติว่าเราไม่ทำวิจัย เราอ่านตำราซึ่งเป็นกรณีศึกษาจากประเทศอื่นหรือจากธุรกิจอื่น   เราอ่านทฤษฎีที่บอกกว้าง ๆ ว่าพฤติกรรมโดยทั่วไปน่าจะเป็นอย่างไร   แล้วเราสร้างแบบจำลอง (ในที่นี้หมายความถึงแบบจำลองเศรษฐมิติหรือสถิติ  หากแบบจำลองหมายความถึงสินค้าต้นแบบ พิมพ์เขียว หรือแผนการดำเนินงาน ผมได้ตอบไว้ในหัวข้อถัดไปครับ)    มาถึงตรงนี้ถามว่าเราจะสร้างแบบจำลองได้อย่างไรถ้าไม่มีข้อมูล   สมมติว่าเรามีข้อมูลอยู่ชุดหนึ่ง  เราก็จะวิเคราะห์ผลอะไรออกมาได้บางอย่าง   ซึ่งจริง ๆ นั่นก็เรียกว่าวิจัย   เราได้ทำวิจัยไปแล้วโดยที่ไม่รู้ตัว   ภาษาวิชาการเรียกว่า Business Intelligence
 
ตรงนี้อยากให้สังเกตว่า   หากมีการสร้างแบบจำลองก็ต้องมีข้อมูลและมีการวิเคราะห์ข้อมูล   การวิเคราะห์ข้อมูลก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อทดสอบสมมติฐาน   การมีสมมติฐานก็แปลว่ามีการตั้งคำถาม    ซึ่งคำถามนั้นก็เรียกว่าคำถามวิจัย และกระบวนการที่ทำมาจนถึงการทดสอบสมมติฐานก็เรียกกว่าการวิจัยอยู่แล้ว   ดังนั้นคำถามของท่านผู้อ่านที่ว่าหลังจากสร้างแบบจำลองแล้วจะไม่ทำวิจัยได้ไหม          คำตอบก็คือ ท่านได้ทำวิจัยไปแล้วโดยไม่รู้ตัว
 
ถ้าให้ผมเดา สิ่งที่ท่านไม่อยากทำก็คือการเก็บข้อมูลใหม่   เพราะว่าต้องเสียเวลาและงบประมาณเพื่อที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้า (หากเป็นปัญหาด้านพฤติกรรมการบริโภคหรือการตลาด)   หรือไม่อยากทำการทดลองในห้องปฏิบัติการ (หากเป็นปัญหาด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์) หรือไม่อยากเก็บข้อมูลอนุกรมเวลาหรือหาอนุกรมเวลาไม่ได้ (หากเป็นปัญหาด้านธุรกิจการเงิน)     เพราะหากท่านมีข้อมูลเหล่านี้ในมือ   ท่านก็วิเคราะห์ได้ในเวลาอันรวดเร็วด้วยแบบจำลองของท่าน   ก็จะทราบคำตอบได้แล้ว    แต่ท่านยังชะงักอยู่แสดงว่าไม่มีข้อมูลอันเป็นปัจจุบันอยู่ในมือ   ครั้นจะวิเคราะห์ด้วยข้อมูลเก่าก็กลัวว่าจะไม่ทันยุคทันเหตุการณ์
 
 
 
 
การลองผิดลองถูกใช้ได้หรือไม่
 
 
ในอีกด้านหนึ่งผมตีความคำถามได้ว่า  ท่านบอกว่า  ท่านสร้างแบบจำลอง   แล้วทดลองนำไปใช้จริงโดยไม่ทำวิจัย   ทำให้คิดไปว่าท่านอาจจะอยากสร้างสินค้าต้นแบบ แล้วนำออกใช้เลย   หรือคิดว่าจะแก้ปัญหาด้วยวิธีไหน แล้วลงมือเลย    แบบจำลองในที่นี้จึงไม่ได้แปลว่าแบบจำลองเศรษฐมิติหรือสถิติ  แต่หมายความถึงสินค้าต้นแบบ  พิมพ์เขียว  หรือแผนการดำเนินงานบางอย่าง 

หากเป็นเช่นนั้น  วิธีที่ท่านเสนอมาก็ย่อมทำได้อยู่แล้ว   โดยมากคนเราก็ทำอย่างนั้นอยู่แล้ว    ถ้าคิดว่าอะไรเป็นปัญหาก็ลองแก้ไข  ถ้าคิดว่าอะไรจะขายได้ก็ลองวางตลาด    ผิดถูกก็ว่ากันไป    ดั่งคำกล่าวที่ว่า  การหลงทางบ้างก็เป็นเรื่องดี เพราะเราจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่   ถ้าเรามีเวลาและมีทรัพยากรมากพอที่จะหลงทางได้โดยไม่เป็นไรมาก



ของบางอย่างลองผิดลองถูกต้องใช้เงินมาก เช่น สายการบิน การจะยกเลิกเส้นทางการบิน หรือการซื้อเครื่องบินใหม่ เป็นเรื่องที่กระทบกับฐานลูกค้าและต้องใช้งบประมาณมหาศาล ดังนั้นทำการศึกษาดูก่อนจะดีกว่าเพราะใช้เงินน้อยกว่ากันเยอะ เรียกว่าขนหน้าแข้งไม่ร่วง  
 
ของบางอย่างลองผิดลองถูกได้ไม่ต้องใช้เงินมาก เช่น การเปลี่ยนไส้หลอดไฟของเอดิสัน เปลี่ยนไปสักพันครั้งก็ยังพอทำไหว   และยังไม่ถึงกับหมดตัวถ้าไม่ประสบความสำเร็จ    ถ้าถามว่าเอดิสันทำวิจัยไหม ผมไม่คิดว่าเอดิสันทำวิจัย   เพราะดูเหมือนเขาจะลองผิดลองถูกมากกว่า   ซึ่งเขามีแนวคิดเรื่องหลักการทำงานของหลอดไฟอยู่ในหัวของเขาแล้ว เขาวาดรูปจำลองของหลอดไฟออกมา   สร้างต้นแบบ แล้วลองเสียบปลั๊กเลย   เขาไม่ได้ทำวิจัยว่าสสารชนิดใดในโลกที่จะทำหลอดไฟได้ดีที่สุดแล้วจึงสร้างหลอดไฟเพียงหลอดเดียวออกมาแล้วสว่างเลย
 
ของบางอย่างทำวิจัยไปก็เท่านั้นเพราะผลการวิจัยจะล้าสมัยทันที เช่น เรื่องหุ้น   ผมไม่อ่านงานวิจัยเรื่องหุ้น เพราะว่าอ่านไปก็เท่านั้น   ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น เพราะเรื่องราวต่าง ๆ เป็นเรื่องเก่าที่ผ่านมาแล้ว   ผมจะชอบอ่านเคล็ดลับของผู้ที่ทำเงินจากตลาดหุ้นได้มาก เช่น วอเรนท์ บัฟเฟต แล้วก็เรียนรู้จากการซื้อขายจริง   ผ่านไปสักระยะหนึ่งก็จะเกิดเป็นสัญชาตญาณ   เมื่อเห็นตัวเลขบางอย่างหรือรู้สึกบางอย่างกับสถานการณ์บ้านเมืองก็จะซื้อขายไปตามหลักคิดที่ยึดถือ   โดยไม่ใส่ใจว่าจะนำตัวเลขมารันแบบจำลองอะไรให้ยุ่งยาก ถึงรันออกมาผมก็อาจจะไม่เชื่อทั้ง ๆ ที่รันเอง   เพราะว่าหุ้นขึ้นลงไม่ได้มีหลักการตายตัว    บางครั้งประสบการณ์และความรู้สึกของมนุษย์นี่แหละที่เป็นแหล่งค้นคว้าและเป็นแบบจำลองที่ดีที่สุด
 
แต่กระนั้น ของอีกหลายอย่างก็อาศัยเพียงแค่ความรู้สึกของมนุษย์ไม่ได้ อย่างเช่นเรื่องการขับเครื่องบินขับไล่   สหรัฐอเมริกามีโรงเรียนชื่อว่า ท็อปกัน ซึ่งศึกษาวิธีการบินของทั้งฝ่ายเราและฝ่ายตรงข้าม เพื่อหาวิธีที่ดีที่สุดที่จะบินสู้กันแล้วได้ชัยชนะ   จากนั้นก็ฝึกให้นักบินทำเช่นนั้นจนชำนาญ   ขืนให้นักบินไปลองผิดลองถูกเองเอาตามสัญชาตญาณก็คงต้องตายแล้วไปเกิดใหม่หลายรอบก่อนที่จะเป็นนักบินที่รบชนะ
 

 
สรุป
 
 
โดยสรุปแล้ว โดยปกติแล้วมนุษย์พึ่งพาสัญชาตญาณและประสบการณ์เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาก่อนเป็นอันดับแรก    เรื่องที่ลองผิดลองถูกได้แล้วไม่เดือดร้อนเกินไปก็ลองทำไปได้เลย ไม่ต้องเสียเงินและเสียเวลามาทำวิจัย    แต่หากเรื่องไหนที่เกินกว่าสัญชาตญาณทั่วไปจะตัดสินได้   หรือถ้าลองผิดลองถูกแล้วหากพลาดต้องเสียเงินมาก   แม้แต่ต้องเสียชีวิต หรือธุรกิจล้มละลาย   ก็สละเงินและเวลาสักเล็กน้อยทำการศึกษากรุยทางให้แน่ใจเสียก่อนจะดีกว่า อย่างไรก็ตามเรื่องที่ทำวิจัยแล้วล้าสมัยทันทีก็ไม่จำเป็นต้องทำ
 
 
 

 




 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ