Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home เคล็ดลับวิจัย บริหารงานวิจัย การบริหารงานวิจัยในคณะขนาดเล็ก
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















การบริหารงานวิจัยในคณะขนาดเล็ก Print E-mail
คมสัน สุริยะ
1 พฤษภาคม 2553
 
 
คณะขนาดใหญ่ไม่น่าห่วงเรื่องการบริหารงานวิจัยเพราะว่ามีคณาจารย์จำนวนมาก (ประมาณ 20 - 30 คนขึ้นไป) ภาระงานสอนก็สามารถกระจายกันไปได้ ทำให้เหลือเวลามาทำงานวิจัย อีกทั้งมักจะมีทุนวิจัยวิ่งมาหาอยู่แล้ว 
 

คณะขนาดเล็กเผชิญปัญหาที่ต่างออกไป คือ มีคณาจารย์จำนวนน้อยกว่าอย่างเทียบไม่ติด (ประมาณ 4-5 คนเท่านั้น) ทำให้ต้องรับภาระงานสอนมาก หรือแม้แต่ต้องทำงานธุรการเอง เวลาที่จะทำวิจัยก็จะยิ่งลดลง ทั้งยังต้องหาทุนวิจัยเองอีก
 

หากคณะขนาดเล็กยอมแพ้ก็จะไม่ได้ทำวิจัย ก็คงต้องตั้งหน้าตั้งตาสอนกันอย่างเดียว บรรยากาศของการสอนก็จะต้องเป็นแบบ Teaching-based (คือ เน้นการเรียนจากตำราและเพื่อสอบ) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่มีองค์ความรู้ที่เกิดจากการทำวิจัย   และไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการใช้ความรู้สำหรับทำวิจัย ทำให้ไม่สามารถพัฒนากลายเป็นการเรียนการสอนแบบ Reseach-based (คือ เน้นการเรียนจากการวิจัยและเพื่อทำวิจัย)  นักศึกษาก็จะได้เรียนเน้นไปแบบท่องเพื่อสอบ ไม่ได้เน้นคิดวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบ อันนี้โทษอาจารย์ไม่ได้เพราะว่าระบบมันพาไปในทางอย่างนั้น
 

ทางหนึ่งของการออกจากกับดักของการเป็นคณะเล็กก็คือการลงทุนจ้างคณาจารย์และบุคลากรเพิ่มเพื่อลดภาระงานสอนลง แต่ค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นด้วย คณะที่ไม่ได้มีรายได้มากพอจึงไม่สามารถลงทุนผลักตัวเองให้ออกจากกับดักนี้ได้    นอกจากนั้นการหารายได้ก็มักจะต้องเปิดหลักสูตรใหม่ หมายความว่าภาระงานสอนโดยรวมก็จะเพิ่มขึ้นด้วย จึงไม่แน่นอนว่าภาระงานของอาจารย์แต่ละคนจะลดลงได้หรือไม่
 

อีกทางหนึ่งคือการเพิ่มรายได้ทางอื่นที่ไม่ใช่การเปิดหลักสูตรใหม่ แล้วใช้รายได้นั้นจ้างบุคลากรมาเพิ่มทั้งสายการสอนและธุรการ เพื่อเปิดทางให้คณาจารย์มีเวลาทำวิจัย ปัญหาก็คือแล้วทางหารายได้นั้นคืออะไรถ้าไม่ใช่การเปิดหลักสูตรใหม่ การขึ้นค่าเล่าเรียนคงไม่ใช่คำตอบ
 

สิ่งที่เป็นไปได้คือการหาโครงการวิจัยแล้วใช้เงินทุนวิจัยจ้างผู้ช่วยวิจัยเพื่อมาช่วยสอนด้วย หมายความว่าใช้เงินวิจัยเพื่อจ้างผู้สอน เราสามารถจ้างได้ทั้งผู้ที่จบปริญญาโทและปริญญาตรี แต่อัตราค่าจ้างจะไม่สูงมาก คือ 9,700 บาทต่อเดือนสำหรับปริญญาโท และ  7,940 บาทสำหรับปริญญาตรี   หนึ่งโครงการสามารถจ้างได้ประมาณ 2-3 คน  โดยให้ผู้จบปริญญาโทช่วยสอนและผู้จบปริญญาตรีช่วยทำวิจัย   หากอาจารย์หนึ่งคนสามารถหาเงินทุนวิจัยได้หนึ่งเรื่องต่อปี ก็เท่ากับว่าคณะสามารถขยายตัวเองออกไปได้ประมาณ 3 ? 4 เท่า
 

เมื่อถามถึงเรื่องคุณภาพของการสอนและการวิจัย เราจำเป็นต้องอบรมเข้มสำหรับผู้ที่เราจ้างมาจากเงินทุนวิจัย เพื่อให้สามารถสอนได้ดี    เราต้องมั่นใจว่าพวกเขามีศักยภาพพอที่จะพัฒนาตัวเองได้ เราจะไม่ใช่แค่จ้างเขามาใช้งานเท่าที่ความสามารถเขามี แต่เราจะต้องทำให้ความสามารถของเขาเพิ่มขึ้นให้ถึงระดับที่จะรับผิดชอบงานตามมาตรฐานสากลได้
 

ระเบียบวินัยของผู้ที่จ้างผ่านโครงการวิจัยจะต้องเนี้ยบ ไม่ปล่อยปละละเลย มีการอบรมเข้มเสริมความรู้และประสบการณ์อยู่ตลอดเวลา   ชั่วระยะเวลาประมาณสามเดือนแรกอาจจะยังไม่เห็นผล แต่เมื่อผ่านครึ่งปีไปแล้วจะสามารถใช้งานได้ทั้งเรื่องการสอนและการวิจัย
 

ต่อคำถามที่ว่าเมื่ออบรมคนเหล่านี้ไปแล้วพวกเขาจะไม่ทิ้งเราไปเมื่อหมดสัญญาหนึ่งปีหรือ คำตอบก็คือมันก็เป็นไปได้ว่าจะมีหลายคนที่ขึ้นชั้นไปเป็นอาจารย์ที่อื่นซึ่งได้เงินเดือนมากกว่า นั่นก็จงภูมิใจว่าเราเทรนเขามาดี จนกระทั่งก้าวจากการเป็นผู้ช่วยวิจัยเป็นอาจารย์ได้   และภูมิใจได้ว่าระบบการเทรนของเรามีคุณภาพยอดเยี่ยม
 

ดังนั้นเราจะเหมือนเป็น อคาเดมี่ ของการเทรนคนรุ่นใหม่เรื่องทั้งเรื่องการสอนและการวิจัย เราใช้เวลาครึ่งหนึ่งในการเทรนและอีกครึ่งหนึ่งในการเก็บเกี่ยว ถือว่า win-win กันทั้งผู้เทรนและผู้ถูกเทรน  
 

เรื่องที่เราจะต้องรักษาไว้ตลอดก็คือ คณาจารย์ประจำจะต้องหาทุนวิจัยให้ได้ทุกปี นั่นก็ต้องมีการเทรนจากนักวิจัยใหญ่อีกขั้นหนึ่งอย่างเอาจริงเอาจังเช่นกัน และให้ถือว่าการหาทุนวิจัยนั้นเป็นเรื่องบังคับที่ต้องทำเพื่อคณะ   เมื่อเป็นหมากบังคับเช่นนี้   การสนทนากันของคณาจารย์ก็จะต้องมุ่งว่าจะทำอย่างไรให้ได้ทุนวิจัย คือ เราจะเอาความรู้ที่เรามีอยู่ไปหาทุนวิจัยได้อย่างไร หรือแม้แต่ผู้ที่จ้างผ่านมาทางโครงการวิจัยก็ยังจะต้องระดมไปช่วยกันเขียน Proposal เพื่อหาทุนวิจัยสำหรับเป็นเงินเดือนของตัวเองต่อไปในอนาคตด้วย   บรรยากาศของการทำงานและการเรียนการสอนก็จะกลายเป็น Research-based ไปโดยอัตโนมัติ
 

เมื่อความเอาจริงเอาจังและการหลอมเป็นหัวใจเดียวกันเกิดขึ้นทั้งคณะแล้ว คณะเล็กก็เท่ากับว่ามีพลัง ดุจฝูงราชสีห์ที่พร้อมจะล่าเหยื่อ 
 

หากคณะเล็กยังปล่อยปละละเลยตัวเอง สะเปะสะปะ และยอมแพ้ต่อความเล็กของตัวเอง ก็ไม่มีวันมีพลัง 
 

คนที่คิดว่าบทความนี้ไร้สาระและเป็นไปไม่ได้ อยากให้ลองมองทีมฟุตบอลชื่อว่า AZ Alkmar   ซึ่งรับรองว่าท่านไม่รู้จักแน่นอน ผมก็ยังไม่รู้ว่าจะออกเสียงให้ถูกต้องว่าอย่างไร แต่พวกเขาคือทีมโนเนมที่ หลุยส์ ฟาน กัล ปั้นให้กลายเป็นแชมป์ฟุตบอลลีกของประเทศเนเธอร์แลนด์ในปี 2552     ซึ่งหลุยส์ ฟาน กัล ก็คือผู้ทำทีมบาเยิร์น มิวนิค ได้แชมป์บุนเดสลีกา (เยอรมัน) ปีนี้สด ๆ ร้อน ๆ และพาทีมเข้าชิงยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก
 

1/ หลุยส์ ฟานกัล 
ที่มา: http://www.fcbayern.t-home.de


AZ Alkmar เป็นทีมขนาดเล็กที่ประสบความสำเร็จได้ด้วยทัศนคติที่เอาจริงเอาจังและการเค้นเอาประสิทธิภาพของนักเตะในทีมให้รวมใจกันสู้เพื่อชัยชนะ   ไม่ใช่แค่เล่นไปตามความสามารถเดิมของนักเตะ แต่หาวิธีเพิ่มศักยภาพของผู้เล่นให้เพิ่มสูงขึ้นได้อย่างเหลือเชื่อ    เปรียบเสมือนดุจฝูงราชสีห์ที่ชนะทีมใหญ่ ๆ ได้อย่าง อาแจ็ค อัมเสตอร์ดัม หรือ พีเอสวี ไอน์โฮเฟน
 

เฟลิกซ์ มากั๊ตท์ เป็นอีกคนหนึ่งที่ทำทีมเล็กให้ได้แชมป์บุนเดสลีกาในปี 2552 ชื่อว่าทีม โวฟส์บวร์ก ซึ่งโนเนมจริง ๆ  ยากที่ใครจะรู้จักแต่ได้แชมป์แบบไม่มีใครอยากเชื่อ   มาปีนี้เขาแสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมาไม่ได้ฟลุ้คเพราะปั้นชาลเก้ 04     จนขับเคี่ยวกับบาเยิร์น มิวนิค จนถึงเกือบนัดสุดท้าย  ซึ่งถ้าเกิดชาลเก้ได้แชมป์ขึ้นมาจริง ๆ  จะมีผู้เล่นที่พอจะรู้จักเพียงสองคนเท่านั้นคือ  เควิน คูรานยี่  และมานูเอล นอยเออร์  ที่เหลืออีกมากกว่ายีสิบคนล้วนแต่โนเนม   เขาเป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าทีมเล็กที่รวมใจกันและเอาจริงเอาจังมีอานุภาพมากเพียงใด
 

2/  เฟลิกซ์  มากั๊ตท์
ที่มา: www.spox.com



ดังนั้นคณะเล็กอย่ายอมแพ้   ไม่มีใครแพ้โชคชะตาจนกว่าจะก้มหน้ายอมแพ้แก่โชคชะตาเอง   ผมขอเป็นกำลังใจให้ครับ
 
 
 



 



 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ