Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home ทางข้างหน้า ก้าวไปสู่ระดับโลก ใครว่ามาทำงานเพื่อเรียนรู้
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















ใครว่ามาทำงานเพื่อเรียนรู้ Print E-mail
คมสัน สุริยะ
19 มีนาคม 2553
 
 
หนังสือบางเล่มสอนว่า งานใดก็ตามให้ถือว่ามาทำเพื่อที่จะเรียนรู้   แล้วจะมีความสุข   ผมคิดว่าหนังสือยังไม่ได้บอกครบทั้งหมด
 

สำหรับคนที่มาทำงานกับผม   ผมอยากถามว่าผมต้องจ่ายเงินเดือนให้ทุกเดือนใช่หรือไม่    ตรงกันข้ามหากมาเพื่อเรียนรู้   คนนั้นก็ควรต้องจ่ายเงินค่าเรียนให้ผมสิจึงจะถูก   หากยังรับเงินเดือนจากผม  ก็ต้องทำงานให้ผม  ไม่ใช่มาเอาแต่คอยเรียนจากผม   ถ้าจะเอาแต่คอยเรียนจากผม  ก็ต้องจ่ายเงินเดือนให้ผม
 

คนมาทำงานก็เพื่อทำงาน   ทำงานให้เป็นงาน ทำงานให้ประสบความสำเร็จ
 

บางครั้งก็จำเป็นต้องทำตามคำสั่งแม้ว่าจะยากลำบากหรือฝืนใจบ้างก็ตาม   เพราะนั่นคือมาทำงาน ทำงานก็ต้องทำตามคำสั่ง  คำสั่งบางอย่างเป็นเรื่องที่คนทั่วไปเขาไม่ทำกัน  อย่างไปเก็บข้อมูลในท้องที่ทุรกันดาร  หรือนอกเวลาการทำงานทั่วไป  หรือทำงานในวันหยุด   ซึ่งเมื่อต้องทำตามคำสั่งเช่นนี้การทำงานก็มักจะไม่ก่อให้เกิดความสุข  
 

ผมเองเป็นคนรับจ้างทำงานวิจัยมาก่อน    แต่ละครั้งก็ฝืนใจทำทั้งนั้น   เหนื่อยยาก ลำบากกาย   ลำบากใจ   หลาย ๆ ครั้งก็อยากจะเลิก ๆ ไป   และไม่อยากทำอีก
 

ทุกครั้งที่รู้สึกว่าอยากเลิกทำ อยากหยุดกลางคัน   ไม่อยากทำต่อไป    ก็ต้องต่อสู้กับความรู้สึกนั้น   ฝืนทำต่อไป แล้วพยายามหาทางที่จะทำให้งานประสบความสำเร็จ
 

นั่นแหละคือการเรียนรู้   ผมจะบอกให้ว่า การเรียนรู้ที่แท้จริงจะเกิดก็ตอนนี้   ตอนที่เรียนรู้ว่าจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร
 

เมื่อปิดโครงการได้แล้ว ผมมักจะเดินไปเรื่อย ๆ  กางแขนออก ผายมือ เงยหน้าขึ้น  และสูดอากาศเข้าปอดลึก ๆ อย่างเต็มที่   แล้วจะรู้สึกได้ถึงรสชาติของความสำเร็จ   ซึ่งให้ความรู้สึกที่ดีมาก    ผมคิดว่านั่นเป็นความสุขที่วิเศษสุดอย่างหนึ่งของชีวิต    และไม่ได้มีเข้ามาบ่อย ๆ    ซึ่งก็ต้องขอบคุณปัญหาและอุปสรรคทั้งหลายที่ทำให้มีวันแห่งความสำเร็จนี้   เพราะถ้ามันง่ายผมคงไม่มีความสุขมากได้อย่างนี้
 

ทุกครั้งเมื่อถึงจังหวะนี้ผมจะคิดถึงคำอวยพรที่น้าท่านหนึ่งที่สนิทกันเขียนไว้ติดกับช่อดอกไม้เมื่อครั้งผมสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีว่า   ขอแสดงความยินดีด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นความสำเร็จครั้งที่เท่าไรแล้ว   
 

ผมคิดถึงประโยคนี้แล้วก็คิดว่า   คนเห็นว่าเราประสบความสำเร็จมากมายหลายครั้ง   แต่ความสำเร็จแต่ละครั้งมันไม่ใช่ได้มาง่าย ๆ เลย   และก็จริงที่จะเห็นว่าเราประสบความสำเร็จมากขึ้นต่อไปอีก  เพราะอย่างน้อยครั้งที่พึ่งสำเร็จมานี้ก็กำลังนับเพิ่มเข้าไปอีก   สะสมเพิ่มขึ้นไปอีกแล้ว 
 

ผมมองกลับไปที่น้องหลาย ๆ คนที่พยายามเรียนรู้สิ่งที่เป็นเปลือก แต่ไม่ได้เรียนรู้ถึงแก่น   ผมเสียใจแทนพวกเขา
 

พวกเขาล้วนอยากเรียนว่าจะหาเงินอย่างไร    อยากมีเงินมาก ๆ จะทำอย่างไร   จะเป็นนักวิจัยใหญ่จะทำอย่างไร   จะทำโมเดลอย่างไร   จะหาทุนวิจัยได้อย่างไร   หรือแม้แต่ว่าจะจบการศึกษาได้อย่างไร   จะทำวิทยานิพนธ์ให้จบได้อย่างไร   ซึ่งล้วนแต่เป็นเปลือกทั้งสิ้น
 

สิ่งที่เป็นแก่นก็คือ ทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ   นั่นต่างหากที่ต้องเรียนรู้
 

ความลับก็คือ อดทน และสู้
 

อดทนต่อความทุกข์ยากลำบากทุกชนิดที่ขวางหน้า   อดทนต่อความบ้าคลั่งไร้สาระของสิ่งแวดล้อม   อดทนต่อความเกรี้ยวกราดและไร้เหตุผลของคนบางคน   อดทนทุกอย่าง
 

สู้กับทุกเรื่อง ไม่ว่าจะยากแค่ไหน ไม่ว่าจะสู้ไปแล้วจะได้อะไรหรือไม่ได้อะไร   ไม่ว่าจะมีเหตุผลหรือไม่  ก็ต้องสู้เพื่อให้ผ่านไปให้ได้
 

แล้วสุดท้ายก็คือมองหาช่องทางว่าจะหาวิธีทำงานให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร   ให้ได้ความสำเร็จที่แท้จริงของงาน
 

เหมือนอย่างที่ผมเคยเขียนบอกแล้วว่า    หัวหน้าทีมเก็บข้อมูลที่จะปั้นต่อไปได้ก็คือ คนที่ไม่ใช่แต่รู้วิธีเก็บข้อมูล แต่ต้องรู้ว่าจะเก็บข้อมูลให้ได้ตามเป้าประสงค์ของโครงการได้อย่างไร   คือ สวมวิญญาณเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยนั้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นไม่ใช่ แต่ต้องสวมวิญญาณว่าใช่


ไม่ใช่คอยมาหาเหตุผลว่าเราควรจะทำมันหรือไม่   เพราะในเมื่อเป็นงานที่ต้องทำ  ก็ต้องทำ  และต้องหาวิธีทำให้มันสำเร็จให้ได้    คนเราเมื่อคอยแต่หาเหตุผลมันมักจะสั่งให้เราไม่ทำ  และมักจะหาข้ออ้างให้กับตัวเองได้เสมอว่าจะหลบเลี่ยงงานนั้นได้อย่างไร   คนที่ชอบหาแต่เหตุผลว่าเราไม่ควรทำโน่นทำนี่จึงมักจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต   แต่คนที่ดันทุรังทำไปเรื่อย ๆ  จึงมักจะพบกับความสำเร็จมากกว่า   นี่คือจุดเปลี่ยนของชีวิตของผมเห็นมากับตาแล้วว่า  คนเราเปลี่ยนเป็นคนที่ประสบความสำเร็จได้เมื่อเลิกหาเหตุผลว่าจะไม่ทำ   แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำให้สำเร็จ
 

คนที่เก่งในการหาเหตุผลว่าจะไม่ทำ  มักจะคิดว่าตัวเองฉลาด  แต่ที่จริงโง่ที่สุด เพราะพลาดที่จะได้เรียนรู้เคล็ดลับของความสำเร็จที่แท้จริง   คนที่คิดว่าตัวเองฉลาดอย่างนั้นก็จะได้แต่หลบ ๆ หลีก ๆ ไป ๆ มา ๆ ตลอดชีวิต   หาแก่นสารอะไรไม่ได้  ทำอะไรก็ไม่ขึ้น  แล้วก็ต้องมานั่งงงกับชีวิตว่า   เราฉลาดขนาดนี้ทำไมไม่มีใครเอา (ฟะ)   ผมตอบให้ก็ได้ว่า  ก็ทำงานไม่ได้เรื่อง  แล้วใครจะเอาลง


ลูกจ้างที่จะก้าวต่อไปก็ต้องสวมวิญญาณเถ้าแก่   ถ้าคิดและทำงานในส่วนที่รับผิดชอบแทนเถ้าแก่ได้ครบถ้วนถูกต้อง   เถ้าแก่ก็จะเห็นแววแล้วมอบหมายงานที่ใหญ่ขึ้น
 

ผมได้รับการโปรโมทให้เป็นหัวหน้าโครงการครั้งแรก   จริง ๆ ก็ไม่ใช่เพราะเก่งอะไรหรือวิเศษมาจากไหน   แต่เพราะเข้าไปแบกโครงการไว้ตอนที่ไม่มีใครเหลือในสำนักงาน  ด้วยเห็นว่าถ้าเราไม่ทำแทนให้คนที่หายไป   สงสัยโครงการนี้จะเสร็จไม่ทันแน่ ๆ     ทั้งที่ก็ไม่ใช่หน้าที่และไม่ได้เงินเพิ่ม   แต่เมื่อหัวหน้าโครงการมาเห็นเข้าและรู้ว่าโครงการผ่านพ้นไปด้วยดีก็เลยเชื่อมือ  และผลักดันให้ผมได้กลายเป็นหัวหน้าโครงการในเวลาต่อมา   ผมจึงถือคติว่า  สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ
 

ถึงใครจะยกให้เป็นวีรบุรุษ   ผมบอกได้เลยว่าทุกโครงการนั้น ผมต้องหัวฟู  ไม่มีครั้งไหนง่าย   และทำท่าจะยากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย   และไม่มีครั้งไหนไม่อยากเลิกกลางคัน   นี่คือเรื่องจริง    โครงการที่ยากที่สุดคือตอนทำงานวิจัยให้การบินไทย  ซึ่งเป็นงานที่เนี้ยบที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต  ตอนนั้นอยากละลายหายไปจากโลกนี้วันละหลาย ๆ รอบ  เพราะงานเอกชนต้องจริงจัง  ยิ่งเป็นการบินไทยยิ่งต้องเนี้ยบแบบทุกกระเบียดนิ้ว  ยอมรับว่าเหนื่อยมาก  และทุ่มเทมาก  แต่ผมก็ผ่านไปได้และทำสำเร็จ  
 

น่าประทับใจนะครับ แต่เบื้องหลังคือการอดทนและสู้   และหาทางเอาชนะ   ไม่ยอมแพ้    พยายามคิดว่าเพื่อให้งานนี้สำเร็จฉันจะต้องทำอย่างไร   เพื่อให้ทีมงานทั้งหมดประสบความสำเร็จฉันจะต้องทำอย่างไร   วิธีการหลาย ๆ อย่างต้องคิดค้นขึ้นมาใหม่และกลายเป็นนวัตกรรมทางการวิจัย  ยกตัวอย่างเช่น  เทคโนโลยีการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลในโครงการการบินไทยและโครงการสำรวจข้อมูลเศรษฐกิจหมู่บ้านท่องเที่ยว  ถือเป็น know-how สำคัญ     ความรู้หลาย ๆ ส่วนได้เผยแพร่สู่สาธารณชนผ่านเว็ปไซต์นี้ไปแล้ว  ที่เหลืออีกบางส่วนถือเป็นความลับทางการค้า และกลายเป็นจุดแข็งที่ใช้ได้กับอีกหลาย ๆ โครงการในเวลาต่อมา 


การมาทำงานเพื่อเรียนรู้จึงไม่ใช่เหมือนมาเรียนในห้องเรียนหรือมาเรียนฝึกปฏิบัติเพียงเพื่อให้รู้ว่า อ๋อ งานนี้มันเป็นอย่างนี้   แล้วก็เปลี่ยนไปเรียนอย่างอื่น นั่นเขาเรียกว่าจับจด   เพราะเรียนได้แต่เปลือก ไม่รู้แก่นของงานนั้น ไม่รู้วิญญาณของงานนั้น   
 

การมาทำงานเพื่อเรียนรู้จึงต้องมาเรียนที่จะรู้จักน้ำอดน้ำทนและการต่อสู้ในงานนั้นจริง ๆ และศึกษาถึงเหตุปัจจัยที่ลงตัวจะทำให้งานนั้นประสบความสำเร็จจริง ๆ   
 

แล้วเมื่อรู้สิ่งเหล่านี้แล้วอยากได้อะไรก็จะได้อันนั้น อยากได้ความสำเร็จก็จะได้ความสำเร็จ   อยากได้ทรัพย์ก็จะได้ทรัพย์  อยากได้ตำแหน่งก็จะได้ตำแหน่ง  อยากทำบุญก็จะได้ทำบุญ   อยากได้เพื่อนก็จะได้เพื่อน อยากได้ครอบครัวก็จะได้ครอบครัว
 

ฝากไว้นะครับสำหรับคนที่ยังหาตัวเองไม่เจอ   ให้เริ่มถามตัวเองว่างานที่กำลังทำอยู่จะทำให้สำเร็จได้อย่างไร ไม่ใช่แค่ว่าจะทำให้เสร็จได้อย่างไร   ซึ่งก็ต้องถามต่อไปอีกว่า ความสำเร็จของงานที่ทำนี้เขาดูกันที่ไหน   นั่นแหละครับจะเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาถึงแก่นของงาน   แล้วเมื่อลงมือทำให้ถึงความสำเร็จนั้นได้จริง ๆ ก็จะถือว่าได้เรียนรู้แล้ว และจะก้าวหน้าต่อไปในสายงานนั้น  
 

ที่สำคัญซึ่งยังไม่ได้บอกไว้อีกอย่างก็คือ เมื่อรู้วิธีที่จะสร้างความสำเร็จได้แล้ว มักจะใช้ได้กับชีวิตด้านอื่นและในการทำงานอื่น ๆ ด้วย  ไม่จำกัดแต่เพียงในงานที่เราทำอยู่เท่านั้น เพราะลักษณะนิสัยของการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพจะซึมเข้าไปในสายเลือด    ทัศนคติ และดีเอ็นเอ   แล้วจะส่งผลไปถึงการคิดและทำในเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตด้วย   สังเกตว่าชีวิตของคนที่ประสบความสำเร็จมักจะสมดุลย์ และดึงดูดความสำเร็จเข้ามาหาเพิ่มขึ้นได้อีกเรื่อย ๆ ไม่รู้จบ
 





 
 
 

 

กิตติกรรมประกาศ

บทความนี้หากจะมีความดีอยู่บ้าง  ขอยกความดีส่วนหนึ่งให้กับ ดร. สนอง วรอุไร  เนื่องจากผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจให้เขียนและเริ่มเขียนระหว่างฟังบรรยายของท่านเรื่อง  ชีวิตหลังความตาย   ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างที่ท่านบรรยายจริงหรือไม่   แต่สิ่งที่รู้ก็คือ 
มันทำให้ผู้เขียนอยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเฉย ๆ   ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์เพราะเป็นหัวใจของการนำชีวิตให้ประสบความสำเร็จ   
ผู้เขียนจึงใคร่ขอขอบคุณ ดร. สนอง วรอุไร  มา ณ ที่นี้ด้วย





หมายเหตุ   บทความนี้ตั้งเวลาอัตโนมัติในการนำขึ้นเผยแพร่บนเว็ปไซต์



 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ