Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home ทางข้างหน้า อาชีพนักวิจัย วิญญาณของหัวหน้าทีมเก็บข้อมูลภาคสนามและการก้าวไปสู่นักวิจัยใหญ่
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















วิญญาณของหัวหน้าทีมเก็บข้อมูลภาคสนามและการก้าวไปสู่นักวิจัยใหญ่ Print E-mail
คมสัน สุริยะ
19  มีนาคม 2553
 

สิ่งที่หายากที่สุดในวงการวิจัยก็คือหัวหน้าทีมเก็บข้อมูลภาคสนาม ทำไมถึงยาก เพราะว่าเรื่องนี้มันสอนกันไม่ได้ในชั้นเรียน การสอนต้องลงพื้นที่จริงจนชำนาญ และรอบรู้งานทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เรื่องแบบสอบถาม การคีย์ข้อมูล งานธุรการเพื่อติดต่อเจ้าของพื้นที่ และงานการฑูต   เรียกได้ว่าทีมวิจัยไหนที่มีหัวหน้าทีมเก็บข้อมูลภาคสนามที่เก่งกาจอยู่ด้วยแล้ว เสมือนมีเพชรล้ำค่าไว้ครอบครอง
 

เวลาเรียนวิชารักษาดินแดน (รด.) ใคร ๆ ก็อยากจะเป็นหัวหน้าหมู่ปืนเล็ก ซึ่งมีด้วยกันทั้งสิ้น 11 คน เพราะว่ามันดูเท่ห์ แต่ถามว่าถ้ารบกันจริง ๆ ยิงกันจริง ๆ ระเบิดลงจริง ๆ จะยังอยากเป็นหัวหน้าหมู่หรือไม่ เมื่อต้องรับผิดชอบต่อความอยู่รอดของลูกน้องทั้งหมด และอีกด้านหนึ่งภารกิจการโจมตีที่มั่นข้าศึกก็ต้องสำเร็จด้วย หัวหน้าทีมเก็บข้อมูลภาคสนามก็เหมือนกัน ดูเท่ห์แต่มีความรับผิดชอบทั้งสองด้าน ถ้าไม่เคยฝึกมาเป็นอย่างดีรับรองได้ว่าต้องล้มเหลว
 

หัวหน้าทีมเก็บข้อมูลภาคสนามเริ่มต้นต้องฝึกจากการเป็นลูกทีมเก็บข้อมูลมาก่อน และต้องมีหัวหน้าทีมที่เก่งคอยสอนและคอยสั่งการ จังหวะไหนจะเข้าทำ จังหวะไหนจะหยุดพัก จังหวะไหนจะถอย   เรื่องจังหวะจะโคนเป็นเรื่องสำคัญมาก ภาษาฝรั่งเรียก ริทึ่ม     (Rhythm)  ลูกทีมที่มีแววเจะรู้จักสังเกตจังหวะเหล่านี้   และเริ่มเลียนแบบ
 

เมื่อลูกทีมที่รู้จังหวะของทีมเริ่มเคลื่อนไหวไปได้อย่างอัตโนมัติตรงใจกับหัวหน้าทีมแล้ว แน่นอนว่าความรู้สึกเข้าขากันย่อมเกิดขึ้น   เราเรียกว่าจังหวะเริ่มลงตัว   หัวหน้าทีมก็จะเริ่มถ่ายทอดความรู้แปลกใหม่และความรับผิดชอบใหม่ ๆ ให้ลองทำ   เมื่อนั้นคนเก็บข้อมูลธรรมดา ๆ คนหนึ่งก็จะเริ่มไต่บันไดขั้นแรกไปสู่การเป็นนักวิจัย
 

งานธุรการรอบด้านทั้งที่ต้องไปติดต่อสำนักงานอื่น และทั้งที่ต้องติดต่อสำนักงานตัวเอง เมื่อหัวหน้าทีมเริ่มมอบหมายให้ลูกทีมที่มีแววนั้นทำแทน ก็ย่อมเกิดการเรียนรู้และหาทางทำให้สำเร็จ แม้จะติดขัดบ้างก็ต้องให้เวลาเพื่อการเรียนรู้   เมื่อทำได้แล้วทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น
 

งานคีย์ข้อมูลต้องสอนกันก่อนการสร้างแบบสอบถาม   ถ้าคีย์ข้อมูลไม่เป็นจะรู้ได้อย่างไรว่าแบบสอบถามแบบไหนคีย์ยากหรือคีย์ง่าย   ไม่เพียงเท่านั้นลูกทีมยังจะได้เห็นด้วยว่าแบบสอบถามข้อไหนที่ไม่มีใครตอบ หรือตอบผิดเป็นประจำ หรือเกิดการกระจุกของคำตอบเพราะการเรียงลำดับตัวเลือกไม่ดี   สิ่งเหล่านี้ต้องหัดให้ลูกทีมสังเกตไปด้วยระหว่างคีย์ข้อมูล   หากใครสักแต่ทำให้จบ ๆ ไปก็จะไม่มีแววที่จะได้เป็นหัวหน้าทีมคนต่อไป
 

บางคนใจร้อนอยากเรียนลัด เช่น อยากรู้ว่าข้อมูลที่ให้คีย์นั้นจะเอาไปวิเคราะห์ด้วยเศรษฐมิติอย่างไร ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความรู้เรื่องเศรษฐมิติมาก่อนเลย   คนที่ใจร้อนเช่นนี้จะไม่มีสมาธิกับการพินิจพิจารณาแบบสอบถาม   เขาจะไม่ได้เรียนรู้เรื่องแบบสอบถาม เพราะใจของเขาไปอยู่ที่เศรษฐมิติแล้ว   ทำให้เขาพลาดที่จะได้เรียนรู้สิ่งที่ควรได้รู้ในขั้นนี้
 

แบบสอบถามต้องปรับกันเรื่อย ๆ  คนที่เป็นหัวหน้าทีมต้องคอยสังเกตว่าแบบสอบถามข้อไหนไม่ดี   แล้วจะปรับอย่างไร จะต้องไปเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้นอีกจำนวนเท่าไรเพื่อให้ครบตามจำนวนที่กำหนด แล้วจะมีวิธีการรวมข้อมูลที่ดีอยู่แล้วเข้าด้วยกันได้อย่างไรโดยไม่ให้เกิดความสับสนกับคนคีย์ข้อมูล   สิ่งเหล่านี้สำคัญมากในภาคสนาม เพราะว่าเป็นการชี้ชะตาว่าการทำงานจะง่ายหรือยาก   จะใช้เวลานานหรือเร็ว    บางโครงการมีการปรับแบบสอบถามมากกว่า 10 รอบ   เก็บข้อมูลไปแล้วกว่าหนึ่งพันฉบับ ต้องเก็บใหม่หรือเก็บเพิ่มหรือไม่ จะแก้ปัญหาอย่างไร เรื่องเหล่านี้ไม่มีเรียนในชั้นเรียนใด ๆ  ต้องรู้จักสังเกตเอาจากคนที่เป็นนักวิจัยใหญ่ที่คุมโครงการนั้นอยู่
 
 
เมื่อเรียนรู้ครบถ้วนแล้ว ก็ถึงเวลาที่ลูกทีมคนหนึ่งจะเปลี่ยนสถานะไปเป็นหัวหน้าทีม   เขาจะต้องควบคุมคนจำนวนหนึ่งไปทำหน้าที่ที่เขาเคยมองและเลียนแบบ   ตอนนี้ความรับผิดชอบเปลี่ยนมาอยู่บนบ่าของเขาทั้งหมด เขาจะทำได้ไหม
 

เริ่มต้นมาก็มักจะล้มเหลวไม่เป็นท่า หัวหน้าทีมคนใหม่ล้มเหลว ทำไมถึงล้มเหลว   ก็เพราะว่ายังไม่มีวิญญาณของการเป็นหัวหน้าทีม
 

วิญญาณของหัวหน้าทีมคืออะไร   มันคือความกระหายในความสำเร็จ ต้องคิดว่าถ้าจะทำให้สำเร็จต้องทำอย่างไร   ต้องคิดว่าถ้าเป็นหัวหน้าทีมคนก่อนเขาจะทำอย่างไร  
 

วิญญาณของหัวหน้าทีมไม่เหมือนกับวิญญาณของลูกน้องในทีมอีกต่อไป   ลูกทีมอยากสบาย อยากพัก อยากทำงานให้ง่ายที่สุด และอยากได้เงินมาก ๆ   หากหัวหน้าทีมปล่อยปละละเลยเช่นนั้นไปด้วย ไม่เคี่ยวเข็ญให้ลูกทีมทำในสิ่งที่ยากแต่สำคัญสำหรับความสำเร็จ แล้วหาทางให้รางวัลอย่างอื่นทดแทน หรือให้วันพักวันอื่นทดแทน ก็ยากที่จะสำเร็จได้   เพราะความใจอ่อนและไม่เห็นแก่เป้าหมายคือความสำเร็จ
 

เมื่อได้เป็นหัวหน้าทีมแล้วต้องเป็นตัวแทนของนักวิจัยใหญ่ในภาคสนาม สิ่งใดที่จะทำให้เกิดความสำเร็จ สิ่งใดที่จะทำให้ได้คุณภาพดี   ย่อมต้องทำ จะหลีกเลี่ยงไม่ได้   หรือจะคิดว่านักวิจัยใหญ่จะไม่รู้ไม่ได้   เพราะเขาย่อมรู้ดีเนื่องจากเขาผ่านมาก่อนหมดแล้ว   และคาดหวังว่าหัวหน้าทีมจะทำให้ดีอย่างนั้น   หากไม่ยอมทำก็คงต้องมีเรื่องที่จะต้องคุยกัน
 

เมื่อหัวหน้าทีมเข้าใจแล้วว่าคุณภาพคืออยู่ที่ไหน และต้องทำอะไรเพื่อบรรลุคุณภาพนั้น   เขาจะกลับไปสู่ภาคสนามใหม่   เพื่อทดสอบตัวเองใหม่อีกครั้ง   หากเขาผ่านการทดสอบไปได้   เขามีแววจะได้เป็นนักวิจัยใหญ่   แต่หากผ่านไปไม่ได้ เส้นทางการเป็นนักวิจัยของเขาก็คงจะจบลง
 

สำหรับคนที่ผ่านการทดสอบมาได้   เขาเรียนรู้เรื่องข้อมูลทั้งหมดแล้ว เขาจะจินตนาการออกว่าข้อมูลอย่างนี้ต้องไปหาที่ไหน ต้องคุยกับใคร   เวลาไหน   จำนวนแบบสอบถามเท่านี้จะเก็บได้ในกี่วัน ใช้คนกี่คน งบประมาณเท่าไร   แบบสอบถามอย่างนี้ดีไหม หากจะปรับควรปรับอย่างไร การคีย์ข้อมูลลงคอมพิวเตอร์จะใช้เวลากี่วัน จะทำความสะอาดข้อมูลอีกกี่วัน   จึงจะได้ข้อมูลที่สมบูรณ์พร้อมนำไปใช้งาน  
 

ขั้นต่อไปสำหรับการสร้างให้หัวหน้าทีมเก็บข้อมูลภาคสนามกลายเป็นนักวิจัยใหญ่คือ  การเพิ่มมูลค่าให้ข้อมูล   เขาต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มอีกหลายอย่าง ดังนี้   (ทางที่ดีที่สุดในการเรียนรู้สิ่งเหล่านี้คือส่งให้เขาไปเรียนในระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกก่อนที่จะเขาจะเป็นเพียงคนเก็บข้อมูลไปตลอดชีวิต)
 

หนึ่ง   ทฤษฎีที่อยู่เบื้องหลังแบบสอบถามนั้น  

เขารู้แต่ว่าแบบสอบถามอย่างไหนดีหรือไม่ดี แต่ไม่รู้ว่าทำไมแบบสอบถามแต่ละข้อต้องถามอย่างนี้    สิ่งที่จะบอกเขาได้คือทฤษฎี   ดังนั้นเขาต้องรู้ทฤษฎีเยอะ ๆ ว่าอะไรเป็นเหตุและอะไรเป็นผลของเรื่อง ๆ หนึ่ง
 

สอง  วิธีวิเคราะห์ 

เดิมเขาส่งข้อมูลให้นักวิจัยรุ่นกลางหรือรุ่นใหญ่เพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อ แต่เขาวิเคราะห์เองยังไม่เป็น   เขาจะรู้ไหมว่าควรใช้สถิติอะไร หรือเศรษฐมิติ หรือการทำเหมืองข้อมูล ทำไมต้องใช้วิธีอย่างนั้น ถ้าใช้ผิดวิธีจะก่อให้เกิดปัญหาอะไร ผลการวิเคราะห์จะน่าเชื่อถือหรือไม่ เรื่องนี้เป็นศาสตร์และศิลป์ที่จะต้องเรียนกันอย่างหนัก หรืออาจจะต้องเรียนกันตลอดชีวิต   เพราะวิธีวิเคราะห์มีมากมายและมีการพัฒนาเร็วมาก
 
สาม การสร้างแบบจำลอง  

ลำพังการวิเคราะห์ก็คือเครื่องมือ เปรียบเสมือนสิ่ว เลื่อย ค้อน ขวาน แต่แบบจำลองคือเนื้อไม้ที่จะแกะออกมาให้เป็นรูปเป็นร่าง    เราจะแกะอะไร   อะไรคือคำถามวิจัย   จะมีตัวแปรอะไรบ้างที่เราควรใส่เข้าไป   รู้ได้อย่างไรว่าควรใส่ตัวแปรนั้น    ปัญหาที่จะตามมาจากการมีหรือไม่มีตัวแปรบางตัวคืออะไร   แล้วทั้งหมดทั้งมวลจะสามารถตอบคำถามวิจัยได้ครบถ้วนหรือไม่   เมื่อตอบได้แล้วจะมีผลกระทบเชิงนโยบายหรือไม่
 

สี่   การขายผลการวิจัย  

โครงการวิจัยที่ทำแล้วอาจจะปิดไม่ลง เพราะไม่รู้จะสรุปว่าอะไร สิ่งที่ดูเหมือนง่ายที่สุดแต่ก็ยากที่สุด   คือ ตกลงแล้วโครงการวิจัยของเราค้นพบอะไร  แล้วมันน่าตื่นตาตื่นใจพอที่จะเอาไปอวดใคร ๆ หรือไม่    ถ้าทำให้มันน่าตื่นเต้นไม่ได้   ก็คงจะเอาไปตีพิมพ์ลงวารสาร หรือแม้แต่เสนอในการประชุมวิชาการนานาชาติได้ยาก   ดังนั้นลีลาการเขียนบทสรุปและการเขียนบทคัดย่อจึงเปรียบได้เหมือนกับคำพังเพยว่า   ปากเป็นเอก เลขเป็นโท    เรื่องนี้ถึงแม้จะมีการสอนเรื่องการเขียนบทคัดย่อ แต่ไม่มีใครสอนว่าเขียนอย่างไรให้น่าอ่าน   มันอยู่ที่วิญญาณของการเป็นนักขาย   ถามว่าแล้วจะเรียนรู้ได้อย่างไร ก็ต้องฝึกสังเกตการเขียนบทสรุปและบทคัดย่อของงานที่ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นน่าอ่าน อย่าไปเลียนแบบอะไรที่เชย ๆ หรือจืดชืด ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะดี ต้องรู้จักเลือกและรู้จักเลียนแบบในตัวอย่างที่ดี   อย่าไปสนใจตัวอย่างที่ไม่ดี    แล้วถ้าถามว่าตัวอย่างไหนดี ตอบได้ว่าคือที่เราอ่านแล้วสนุก คล้อยตาม และมันส์ในอารมณ์ไปด้วยตั้งแต่ได้เริ่มอ่าน นั่นแหละเรียกว่าตัวอย่างที่ดี
 

ห้า    การขายโครงการ  

การเป็นเพียงนักวิเคราะห์จะทำให้ชีวิตการเป็นนักวิจัยสิ้นสุดอยู่ที่รุ่นกลางเท่านั้น หากคิดจะเป็นนักวิจัยใหญ่   ต้องขายโครงการให้เป็น   เรื่องง่าย ๆ ที่ฝึกได้แต่ทำยาก คือ พูดให้คนอื่นเข้าใจว่าเราจะทำอะไรแล้วจะได้ผลดีอย่างไรให้ได้ในสามนาที    และเขียนให้คนอื่นเข้าใจว่าเราจะทำอะไรแล้วจะได้ผลดีอย่างไรให้ได้ในสามหน้ากระดาษ   ความเฉียบคมจะวัดกันเท่านี้ว่าใครจะอยู่ใครจะไป    ใครจะได้ถึงจุดสูงสุดของการเป็นนักวิจัยหรือไม่    เมื่อขายโครงการได้และได้เงินทุนวิจัยมา   ทีนี้ก็สบายแล้วเพราะว่าหลับตาก็เห็นกระบวนการหมดแล้วว่าตั้งแต่เริ่มต้นต้องทำอย่างไร   เพราะเคยผ่านมาทั้งหมดแล้ว    ที่เหลือก็คือต้องปั้นทีมวิจัยของตัวเองมาช่วยกันทำงาน ผันตัวเองไปเป็นนักวิจัยใหญ่คอยควบคุมคอนเซ็ปต์และคุณภาพของงานอยู่ด้านบนสุด แต่ต้องลงมาสอนเรื่องต่าง ๆ ให้ทีมงานที่ยังไม่มีประสบการณ์ก่อน เมื่อทีมงานมีประสบการณ์และหาหัวหน้าทีมเก็บข้อมูลฝีมือดีได้แล้ว   ทุกอย่างก็จะดำเนินไปได้ด้วยดี   
 

การสร้างทีมและตัวหัวหน้าทีมเก็บข้อมูลภาคสนามก็จะยังดำเนินเป็นวงจรต่อไปเรื่อย ๆ   เมื่อคนหนึ่งก้าวขึ้นบันไดมาและก้าวขึ้นบันไดขั้นที่สูงขึ้นไปเพื่อฝึกเป็นนักวิจัยใหญ่   คนใหม่ก็ต้องเข้ามาเป็นหัวหน้าทีมแทนที่ วงจรการสร้างคนเช่นนี้จะละเลยไม่ได้ในกระบวนการทำวิจัย 
 
 
ใครที่กำลังเป็นเพชรซึ่งกำลังถูกเจียระไนก็ขอให้ก้าวต่อไป   บางทีชีวิตของคน ๆ หนึ่งอาจจะถูกลิขิตให้มาเป็นนักวิจัยใหญ่ก็ตั้งแต่รู้ผลสอบเอ็นทรานส์แล้ว    ผมเชื่อเหลือเกินว่ามีคลื่นลูกหลังอีกมากที่ใหญ่และแรงกว่าผม ผมจึงอยากจะเป็นกำลังใจให้เขาเหล่านั้นได้ถาโถมอย่างเต็มที่ในวงการวิจัยเมืองไทย   ซึ่งยังขาดแคลนบุคลากรอย่างหนักโดยเฉพาะในสายสังคมศาสตร์    และได้แต่หวังว่าพวกเขาจะไม่ฝ่อไปเสียก่อน แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นจริง ก็ถือว่าไม่เป็นไร แล้วกันไป ทุกอย่างก็ไม่ได้มีอะไรแน่นอน เพียงแต่เราทำวันนี้ให้ดีที่สุด ผมทำหน้าที่เชียร์ให้กำลังใจและให้ความรู้กับประสบการณ์เท่าที่จำเป็น   คนที่กำลังเป็นลูกคลื่นอยู่ก็ลุยเข้าไปตราบเท่าที่จะมีแรง   จะไปได้ถึงไหนและไกลเพียงใด ก็เป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่แต่ละคนจะเลือกจารึกให้ตัวเอง ตามข้อจำกัดทางสถานการณ์และภูมิประเทศที่แตกต่างกันไปของแต่ละคน    
 

ผมขอเป็นกำลังใจให้ครับ
 



    




หมายเหตุ:  บทความนี้ตั้งเวลาอัตโนมัติในการนำขึ้นเผยแพร่





 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ