Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home เคล็ดลับวิจัย บริหารงานวิจัย ทำอย่างไรให้ได้ทุนวิจัยมากขึ้น
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















ทำอย่างไรให้ได้ทุนวิจัยมากขึ้น Print E-mail
คมสัน สุริยะ
19 มีนาคม 2553
 
เงินทุนวิจัยในประเทศไทยมีประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี กระจายผ่านช่องทางหลักสองทาง คือ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช) และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว)
 
การแข่งขันระหว่างทีมวิจัยต่าง ๆ เพื่อชิงทุนก้อนนี้ค่อนข้างรุนแรง เพราะมีทีมวิจัยจำนวนมากในทุก ๆ สาขาวิชาการที่ลงประชันกัน ทำให้โครงการวิจัยแต่ละเรื่องนั้น (โดยเฉพาะสายสังคมศาสตร์) ได้ทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท หรืออาจจะถูกต่อรองปรับลดกันไปอีกเพื่อให้สามารถกระจายทุนวิจัยไปได้ยังนักวิจัยจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
 
ภายใต้สถานการณ์การแข่งขันเช่นนี้ การจะหาทุนวิจัยให้ได้เพิ่มขึ้นจะต้องทำอย่างไร   คำแนะนำต่อไปนี้อาจจะช่วยได้
 

1. เสริมความเข้มแข็งในการชิงทุนจากแหล่งเดิม
 
ด้วยแนวทางดังนี้

  • พัฒนาทักษะการเขียน Proposal ของนักวิจัยให้มีพลัง
  • สร้างทีมเก็บข้อมูลให้เข้มแข็งเพื่อเสนองานที่ต้องใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ขึ้น
  • เสริมทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เชิงปริมาณ เพื่อเสนองานที่จะตอบคำถามแปลกใหม่
  • ฝึกเขียนบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเพื่อให้ผู้ให้ทุนเห็นว่าผลการวิจัยจะเผยแพร่ไปได้ไกล
 
เรื่องเหล่านี้ถึงจะพัฒนาแล้วแต่ก็อาจจะทำให้คณะฯ หนึ่ง หรือสถาบันวิจัยหนึ่งได้เงินทุนวิจัยมาได้ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี เพราะอย่างไรเสียเงินวิจัยก็ถือหลักว่ากระจายไปให้มากที่สุดเข้าไว้จะดี ดังนั้นการที่จะฝันให้มากระจุกอยู่ที่เราเท่านั้นคงจะเป็นไปไม่ง่ายนัก
 

2. เพิ่มจากแหล่งทุนภายนอก
 
ด้วยแนวทางดังนี้

  • ใช้ Connection ที่มีกับแหล่งทุนภายนอก ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
  • พัฒนาทักษะการทำวิจัยให้เอกชน
  • สร้างความสัมพันธ์ส่วนตัว
  • ขายจุดเด่นที่จะสามารถรับทำงานวิจัยให้เขาได้ประโยชน์
 
เรื่องการวิจัยที่ทำให้เอกชนมีปัญหาหลายอย่าง คือ เอกชนมักไม่ลงทุนทำวิจัย ทั้งเพราะไม่มีงบประมาณและไม่เห็นประโยชน์   นอกจากนั้นราคาที่เสนอให้เอกชนก็ยังต้องแพงขึ้น เพราะว่าต้องบวกเพิ่ม 17 % จากต้นทุน เนื่องจาก หักเข้ามหาวิทยาลัย 10% และ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%   หากไม่บวกเข้าไว้ในราคาก็จะทำให้เงินวิจัยไม่พอที่จะทำวิจัยได้ตามเนื้องานที่ควรได้
 
บริษัทเอกชนที่กล้าลงทุนทำวิจัยโดยมากมักจะเป็นบริษัทของต่างประเทศ แต่ก็จะชอบใช้บริการทำวิจัยจากบริษัทวิจัยต่างประเทศด้วยเช่นกัน   จึงไม่ค่อยจ้างสถาบันการศึกษาไทยเท่าใดนัก
 
การจะเปิดตลาดวิจัยสำหรับภาคเอกชนไทยยังเป็นเรื่องในอนาคตอีกไกลและต้องใช้พลังมาก หากบริษัทเอกชนไม่เห็นว่าเรื่อง ๆ หนึ่งจะเป็นภัยคุกคามจริง ๆ และไม่สามารถทำวิจัยได้เองในเรื่องนั้น   ก็อาจจะไม่สนใจจ้างทำวิจัย   วิธีการที่จะเปิดตลาดจึงต้องทำความเข้าใจว่าอะไรที่จะเป็นภัยคุกคามแก่ธุรกิจเอกชน และมองว่าเราจะเสนออะไรที่เอกชนไม่สามารถทำได้เอง
 
เรื่องการขอทุนจากต่างประเทศเป็นเรื่องที่ต้องพึ่งพาความสัมพันธ์ส่วนตัว   หากไม่รู้จักกันมาก่อนก็ยาก ต้องอาศัยนักวิจัยที่ไปอยู่เมืองนอกมานานและรู้จักคนเยอะ   โดยมากเครือข่ายในต่างประเทศจะแนะนำต่อ ๆ กันมาหากมีทุนวิจัย   ดังนั้นหากเราเข้าไปอยู่ในเครือข่ายนั้นได้ย่อมจะได้รับข่าวสารทุนวิจัยแบบคนวงใน   หรือถ้าเราเข้าไปอยู่เองไม่ได้ เราก็ต้องหาพวกที่เข้าไปอยู่ในเครือข่ายนั้นได้
 
โดยสรุปแล้ว การทำวิจัยยังไม่ใช่ธุรกิจที่ดีสำหรับเมืองไทย   นักวิจัยเก่ง ๆ อุปมาเหมือนกับผู้รับเหมาทำตึกระฟ้า  แต่มีทุนมาให้ทำแค่ตึกสามชั้น   อีกทั้งคนในท้องถิ่นก็ไม่มีกำลังซื้อที่จะสร้างตึกสูงเอาไว้ใช้ทำอะไร   คนต่างถิ่นที่จะสร้างตึกสูงก็มีเจ้าประจำของเขามาเองแล้ว   
 
แต่กระนั้น   การวิจัยไม่ใช่ธุรกิจไปเสียหมด   หากแต่เป็นฟังก์ชั่น (หน้าที่) หนึ่งของสังคม   คือ หน้าที่ในการหาคำตอบ   ซึ่งก็เหมือนกับงานโยธา   ที่ต้องมีคนคอยสร้างตึกอยู่เสมอ   ดังนั้นภารกิจในการสร้างนักวิจัยจึงยังต้องทำอยู่ต่อไป   และภารกิจการหาทุนวิจัยก็ยังต้องทำต่อไปเช่นกัน   แม้จะหวังไม่ได้ว่าจะได้อะไรมากมายก็ตาม
 
 



 
 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ