Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home เคล็ดลับวิจัย บริหารงานวิจัย งานวิจัยแบบ Interdisciplinary คืออะไร มีทุนวิจัยไหม
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















งานวิจัยแบบ Interdisciplinary คืออะไร มีทุนวิจัยไหม Print E-mail
คมสัน สุริยะ
19 มีนาคม 2553
 

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับคำว่า Multidisciplinary   Interdisciplinary   และ Transdisciplinary   ดังนี้ 

Multidisciplinary   

คือ การที่นักวิจัยจากหลายสาขามาทำวิจัยร่วมกันในหัวข้อเรื่องหนึ่ง โดยแบ่งงานออกอย่างชัดเจนตามความถนัด เช่น วิศวกรหรือนักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาผลกระทบทางเทคนิค   นักเศรษฐศาสตร์ทำการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ นักสังคมศาสตร์ทำการศึกษาผลกระทบทางสังคม   และนักกฎหมายศึกษาเรื่องข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น   การเขียนวิเคราะห์ก็จะแยกกันเขียนเป็นบท ๆ   จากนั้นก็จะรวบรวมแต่ละบทประกอบกันเข้าเป็นเล่มเดียว   ปัญหาในเรื่องนี้คือหากนักวิจัยแต่ละสาขาเขียนผลการวิเคราะห์ไปคนละทิศคนละทาง ผู้อ่านผลการวิจัยก็จะไม่รู้ว่าควรวางนโยบายให้เดินไปทางใดดี
 
 
Interdisciplinary    

คือ การที่นักวิจัยหลายสาขามาทำวิจัยร่วมกันในหัวข้อเรื่องหนึ่ง   ในรอบแรกแต่ละคนจะแยกกันไปศึกษาในสาขาของตนก่อนแล้วนำเสนอผลการศึกษาเบื้องต้น   แต่แทนที่จะเอาแต่ละบทมาประกอบกันเป็นเล่มเฉย ๆ    จะต้องมีการประชุมกันในรอบที่สอง (หรือมากรอบกว่านั้น) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่สาขาหนึ่งจะมีต่ออีกสาขาหนึ่ง   เช่น หากผลกระทบทางเทคนิคเป็นดังเช่นที่วิศวกรเสนอมา   จะมีผลต่อทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างไร    แล้วหากต้องการให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมเอื้อต่อผู้ด้อยกว่าทางสังคมจะต้องออกแบบทางเทคนิคและทางกฎหมายอย่างไร    กล่าวคือมีการให้โจทย์กันไปมาระหว่างนักวิจัยที่ร่วมอยู่ในทีม   ผลการศึกษาในแต่ละด้านจึงจะออกมาสอดรับกัน   ไม่ใช่กระจัดกระจายแบบต่างคนต่างไป ซึ่งจะดีสำหรับการนำผลการวิจัยไปใช้ในทางปฎิบัติเพราะเริ่มจะเห็นทางที่ชัดเจนว่านโยบายควรจะเดินไปทางไหนกันแน่
 
 
Transdisciplinary   

คือ การที่นักวิจัยหลายสาขามาทำวิจัยร่วมกันในหัวข้อเรื่องหนึ่ง   แล้วไม่เพียงแต่จะโยนให้โจทย์ให้กันในภายหลัง แต่กลับตั้งโจทย์ร่วมกันตั้งแต่แรก แล้วลงมือทำวิจัยด้วยกัน   คือ ไปไหนก็ไปด้วยกัน   เห็นข้อมูลเหมือน ๆ กัน   แล้วแลกเปลี่ยนความคิดกันอยู่ตลอดเวลา เสมือนเป็นคน ๆ เดียวกันแต่แยกเป็นหลายร่าง   ต่างคนต่างช่วยกันคิดและท้าทายกันด้วยคำถามใหม่ ๆ อยู่เสมอ   จากนั้นพยายามตอบคำถามในส่วนที่ตัวเองมีความเชี่ยวชาญ   แล้วผนึกคำตอบทั้งหมดเข้าด้วยกัน   แล้วยังต้องฝ่าด่านคำถามหรือข้อสงสัยจากผู้ร่วมงานจากสาขาอื่น     หากทุกคนสามารถหาจุดที่เป็นที่พอใจของทั้งทีมได้แล้ว   จะได้เป็นคำตอบที่สมบูรณ์ของงาน    คำตอบที่ได้จึงไม่ใช่เพียงการตอบโต้กันข้ามโต๊ะเหมือนที่เกิดขึ้นใน Interdisciplinary   แต่เป็นการกลั่นเข้าด้วยกันของหลายสาขาวิชา   โดยใช้กระบวนการคือการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและยาวนาน   ซึ่งทีมวิจัยจะได้คำตอบของทีมออกมาซึ่งทุกสาขาที่มาร่วมให้การยอมรับและมั่นใจว่าจะสามารถนำไปปฎิบัติได้จริง   
 

ทำไมต้องทำวิจัยแบบ Interdisciplinary
 
หนึ่ง   ปัญหาหลาย ๆ เรื่องในการพัฒนาประเทศมักจะเกี่ยวข้องกับหลายเรื่อง ทั้งเรื่องทางวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ   วิจิตรศิลป์ ฯลฯ   การแก้ปัญหาด้านหนึ่งอาจจะก่อปัญหาอีกด้านหนึ่งโดยไม่รู้ตัว   ดังนั้นจำเป็นต้องมีนักวิจัยจากสาขาต่าง ๆ มาร่วมกัน
 
สอง   การทำวิจัยแบบ Multidisciplinary ไม่เพียงพอที่จะตอบคำถาม เพราะไม่สามารถดึงเอาความสามารถของนักวิจัยจากสาขาต่าง ๆ มาใช้ร่วมกัน หากแต่เป็นแบบต่างคนต่างทำ   ไม่ต่างจากการทำวิจัยเดี่ยวในเรื่องของตนเอง 
 
สาม การทำวิจัยแบบ Transdisciplinary ดีกว่าก็จริง แต่เป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อนักวิจัยอยู่ห่างไกลกัน และไม่ได้พบกันเป็นประจำ   ดังนั้นการวิจัยแบบ Interdisciplinary จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
 
 
การวิจัยแบบ Interdisciplinary มีทุนวิจัยหรือไม่
 
ทุนสำหรับการวิจัยแบบ Interdisciplinary มีสองช่องทาง ทางที่หนึ่งคือทุนจากแผนการวิจัยแบบบูรณาการ   ซึ่งรองรับงานวิจัยข้ามสาขาโดยตรง   และทางที่สอง คือทุนวิจัยประเภทเงินทุนอุดหนุนทั่วไปที่สามารถขอได้จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)   
 

ปัญหาและอุปสรรคในการวิจัยแบบ Interdisciplinary
 
การทำงานวิจัยร่วมกับนักวิจัยจากสาขาอื่นจำเป็นที่จะต้องมีหัวหน้าทีมที่ชัดเจน ซึ่งสามารถมีอิทธิพลต่อนักวิจัยในทีมได้   เป็นที่เกรงใจของลูกทีม และสามารถเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยประนีประนอมในเรื่องต่าง ๆ ได้ หากโครงสร้างทางอำนาจมีลักษณะเท่าเทียมกันหมดทั้งทีม จะเกิดปัญหาที่ตามมาคือ   ไม่มีใครบังคับใครได้ อาจทำให้งานชะงัก หรือแต่ละคนไม่ยอมประนีประนอมกันในเรื่องผลการวิจัย หรือแม้แต่เรื่องว่าใครจะได้ขึ้นเป็นชื่อแรกในงาน   ทีมมีโอกาสแตกง่าย งานไม่เสร็จ แล้วก็จะโดนปรับเงินหรือขึ้นบัญชีดำ   

สำหรับในเมืองไทยแล้วจะต้องได้คนที่คนอื่นเกรงใจที่สุด  เข้าใจนักวิจัยคนอื่น (มีบารมี)   และมีประสบการณ์ในการวิจัย (มีฝีมือ) มาเป็นหัวหน้าจึงจะไปรอด  

คนที่จะมาเป็นหัวหน้าทีมก็ต้องคิดแล้วว่าจะเอาทีมอยู่  แต่ละคนในทีมไม่งอแง  ถ้าไม่ใช่ทีมงานที่รู้มือกันมาก่อน  ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรรับ

คนที่จะมาร่วมทีมก็ต้องคิดแล้วว่าหัวหน้าคนนี้จะดีพอที่จะทำให้ทีมเดินไปได้อย่างราบรื่น  มีการแบ่งงานอย่างยุติธรรม  มีการยอมรับฟังความเห็นของคนอื่น  และใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์  ถ้าไปเจอหัวหน้าแบบเจ้าอารมณ์แถมยังขี้เกียจด้วย  ก็ไม่ควรร่วมทีม

หากคิดว่าร่วมงานกันแล้วจะมีปัญหาภายหลังแนะนำว่าให้ทำวิจัยคนเดียวจะดีกว่า  โดยเฉพาะอีกสองกรณี คือ แบบโดนคลุมถุงชน (โดนจับให้มาอยู่ด้วยกันแบบไม่ตั้งใจ)  กับแบบที่เป็นเพื่อนกันมาก่อน (พอทำงานไปสักพักอาจจะเกิดมหกรรมเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด  เพราะทำวิจัยด้วยกันมันไม่เหมือนเที่ยวเล่นด้วยกัน)    

แต่ถ้าทีมไหนตั้งขึ้นมาได้ดีและลงตัวก็มักจะอยู่ไปได้นานหลายสิบปี   เพราะว่าคู่แข่งที่จะยืนระยะได้นาน ๆ ด้วยกันมีน้อย 
 
 
 


 
 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ