Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















การจัดอันดับมหาวิทยาลัยในเยอรมัน Print E-mail
คมสัน สุริยะ
17 มีนาคม 2553
 
 
คนไทยเราอาจจะคุ้นกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั้งในประเทศไทยและในระดับโลก เมื่อถามว่ามหาวิทยาลัยไหนได้อันดับต้น ๆ ของประเทศก็คงพอตอบได้ ซึ่งเราหวังว่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะติดอยู่ด้วย   แต่เมื่อไปถามคนเยอรมันว่ามหาวิทยาลัยไหนดีที่สุดในเยอรมัน เขาจะตอบว่าดีเท่า ๆ กัน
 
คนถามหากไม่ใช่คนเยอรมันเมื่อได้รับคำตอบเช่นนั้นก็คงคิดว่า มันช่างเป็นคำตอบที่เป็นเชิงการเมืองเสียจริง   หรือไม่คนเยอรมันก็นัดกันตอบอย่างนี้
 
ผมเองก็สงสัยในเรื่องนี้มานานจึงลองเข้าไปในเว็ปไซต์ของ DAAD (ทุนรัฐบาลเยอรมัน) เพื่อค้นหาดูว่าเขาจัดอันดับมหาวิทยาลัยหรือไม่   ผลก็คือมีการจัดอันดับมหาวิทยาลัยอยู่จริงโดยองค์การที่เชื่อถือได้และเป็นกลาง >>LINK<<
 
แต่เมื่อลองเล่นกับโปรแกรมที่เขามีให้สืบค้นแล้วพบหลักการที่ว่า   เขาไม่จัดอันดับว่ามหาวิทยาลัยไหนได้ที่เท่าไร    แต่จะเริ่มจากว่าเราต้องการรู้ในสาขาไหน นี่เป็นอย่างแรกที่เตือนทุกคนว่า แต่ละมหาวิทยาลัยมีดีไม่เหมือนกัน บางมหาวิทยาลัยอาจจะเก่งในสาขาหนึ่ง อีกมหาวิทยาลัยก็อาจจะเก่งในอีกสาขาหนึ่ง
 
เมื่อเลือกสาขาวิชาที่สนใจแล้ว   เรื่องต่อไปก็คือมิติที่เราสนใจ   ซึ่งมีถึง 23 มิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิชาการ  การวิจัย ห้องสมุด   งานกิจการนักศึกษา การเอาใจใส่นักศึกษา ค่าเช่าหอพัก   ไปจนถึงเรื่องกีฬา    นี่เป็นอย่างที่สองที่เตือนว่าถ้าเราสนใจในเรื่องที่ต่างกันเราก็จะได้อันดับของมหาวิทยาลัยที่ไม่เหมือนกัน เพราะมหาวิทยาลัยหนึ่งอาจจะดีในมิติหนึ่ง แต่อีกมหาวิทยาลัยหนึ่งอาจจะดีในมิติอื่นก็ได้ ซึ่งน้ำหนักของแต่ละมิติก็ขึ้นอยู่กับนักศึกษาแต่ละคน
 
มาถึงตอนนี้ผมก็เริ่มจะเข้าใจว่าทำไมมหาวิทยาลัยในเยอรมันถึงไม่จัดอันดับกันเป็นจริงเป็นจัง และทำไมแทบจะไม่มีใครพูดถึงเรื่องอันดับของมหาวิทยาลัยของตัวเอง ไม่ใช่เพราะว่าได้อันดับที่ไม่ดี แต่เขาเข้าใจว่าการจัดอันดับเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับสาขาวิชา มิติที่หลากหลาย และการให้น้ำหนักของตัวนักศึกษาเอง   คนเยอรมันจึงตอบไปอย่างเป็นกลาง ๆ ว่าแต่ละมหาวิทยาลัยก็ดีพอ ๆ กัน
 


ที่นี้เวลาเราจะไปเรียนที่เยอรมันเราจะดูจากอะไร   คำตอบอย่างแรกก็คือ เรามักจะเลือกมหาวิทยาลัยไม่ได้  เพราะว่ามันขึ้นอยู่กับอาจารย์ที่ปรึกษาของเรา และเงินทุนที่เราได้ว่าจะให้เราไปอยู่ที่ไหน    ยกตัวอย่างเช่นในกรณีของผม ตอนแรกสุดผมได้รับการแนะนำให้รู้จักกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน   แต่ได้ทุนไปเรียนที่บอนน์   แล้วอาจารย์ที่ปรึกษาก็อยู่ที่เกิร์ทธิงเก้น สรุปก็คือผมก็ต้องมาเป็นนักศึกษาของเกิร์ทธิงเก้น     ในกรณีนี้ถ้าอาจารย์ของผมอยู่ที่มหาวิทยาลัยอื่นหรือย้ายไปมหาวิทยาลัยอื่น ผมก็จำเป็นต้องย้ายตาม      เพื่อนคนไทยอีกคนได้ไปอยู่มหาวิทยาลัยโฮเฮนไฮม์   ถามว่าทำไมเลือกไปที่นั่น เขาก็ว่าไม่ได้เลือก ที่ไปก็เพราะอาจารย์ที่รู้จักกันอยู่ที่นั่น 
 
อย่างที่สอง ในกรณีที่ไม่มีอาจารย์มาก่อน เช่น หลักสูตรปริญญาเอกนานาชาติ   แบบนี้ขึ้นอยู่กับว่า DAAD (ทุนรัฐบาลเยอรมัน) จะสนับสนุนหรือไม่   ถ้าคุณอยากไปเรียนที่มหาวิทยาลัยซึ่งไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่ DAAD ให้ทุนในปีนั้น คุณก็ต้องออกเงินเอง   อย่างเช่นถ้าคุณอยากไปเรียนที่ DIW  Berlin (สถาบันวิจัยเศรษฐศาสตร์ เบอร์ลิน)   แต่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อของ DAAD ก็ต้องไปหาทุนเอาข้างหน้าเอง   ซึ่งบางมหาวิทยาลัยจะมีเงินเดือนให้สำหรับนักศึกษาปริญญาเอก เท่าที่ทราบก็คือที่ DIW จะให้ 1,000 ยูโรต่อเดือน และที่ Manheim ก็ประมาณใกล้เคียงกัน
 
ท่านสามารถตรวจสอบรายชื่อหลักสูตรปริญญาเอกที่สอนเป็นภาษาอังกฤษที่สนับสนุนโดย DAAD ได้ที่นี่ >>Link<<
 


โดยสรุปแล้ว คนเยอรมันจึงไม่สนใจว่ามหาวิทยาลัยของตัวเองอยู่อันดับที่เท่าไรของประเทศหรือของโลก   แต่มักจะเอามาเป็นเรื่องล้อเล่นกันบางครั้งบางคราวอย่างไม่จริงจัง   
 
สิ่งที่เขาจริงจังมากกว่าก็คือ การหาอาจารย์ที่เก่ง ๆ มาอยู่ในมหาวิทยาลัย   แล้วหาทุนวิจัยเข้ามาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนั่นหมายความว่าเขาจะสามารถขยายจำนวนรับนักศึกษาปริญญาเอกได้อีก (โดยจะใช้เงินโครงการมาจ่ายเงินเดือนให้นักศึกษาปริญญาเอกที่ไม่ได้ทุนจากแหล่งอื่น)   รวมทั้งซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนที่ทันสมัย และจ้างศาสตราจารย์เพิ่มขึ้นได้   หมุนกันไปเช่นนี้เป็น วงจรแห่งความมั่งคั่ง  
  

ผู้บริหารจึงมุ่งให้มหาวิทยาลัยเจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ     แล้วนักศึกษาเก่ง ๆ ก็จะวิ่งเข้ามาหาเองเพราะอาจารย์มีชื่อเสียง   
อันหมายถึงการที่นักศึกษาจะได้งานที่ดีในอนาคต  ซึ่งชื่อเสียงของอาจารย์มักเป็นตัวตัดสินในการแข่งขันหางาน    
 


ต่างจากเมืองไทยที่ยึดติดกับชื่อของมหาวิทยาลัยมากกว่า      เพราะเรามีค่านิยมเรื่องสี    ดังนั้นนักศึกษาเก่ง ๆ ก็จะวิ่งเข้าหา มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง    ในขณะที่อาจารย์เองก็เช่นกันที่พยายามย้ายไปยังมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว     การจะสร้างมหาวิทยาลัยใหม่ให้มีชื่อเสียงขึ้นมาทัดเทียมมหาวิทยาลัยชั้นนำจึงทำได้ยากกว่ามาก   หากเน้นแต่เรื่องการดึงดูดนักศึกษาให้เข้ามาเรียน
 
สิ่งเดียวที่จะทำได้คือเรื่องการหาทุนวิจัย เพราะทุนวิจัยมักไม่วิ่งตามสี   แต่วิ่งตามพลังดึงดูดจาก Proposal   หมายความว่า ถ้ามหาวิทยาลัยไหนสามารถผลิต Proposal ได้ดีกว่าแล้วก็จะได้เงินทุนวิจัยมากกว่า ซึ่งหากวิเคราะห์ตามตัวอย่างที่เกิดในประเทศเยอรมันแล้ว   รายได้จากการทำวิจัยก็สามารถจะนำมาลงทุนพัฒนาเครื่องมือในการเรียนการสอนและจ้างบุคลากรเพิ่มได้        แล้วก็รวมพลังกันผลิต Proposal ที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นอีก   เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะสามารถเข้าสู่วงจรแห่งความมั่งคั่งได้   
 


ผมจึงพยายามเผยแพร่ความรู้เรื่องวิธีการทำวิจัยและการเขียน Proposal    เพราะไม่ว่าท่านจะอยู่ในมหาวิทยาลัยใด ท่านต่างมีโอกาสได้เงินทุนวิจัย   ยิ่งหากท่านมีคำถามวิจัยที่ดี และเชื่อมโยงได้กับการสร้างความกินดีอยู่ดีในภูมิภาคของท่าน ท่านยิ่งจะมีโอกาสมาก     การพัฒนายกระดับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคด้วยเงินทุนวิจัยจึงเป็นสิ่งที่ผมปรารถนาที่จะเห็นความสำเร็จจากการทำเว็ปไซต์นี้
 
 




 





 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ