Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home ตำราเรียน เศรษฐมิติ จริงหรือที่ว่าต้องทรมานข้อมูลจนกว่าข้อมูลจะพูดความจริง
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















จริงหรือที่ว่าต้องทรมานข้อมูลจนกว่าข้อมูลจะพูดความจริง Print E-mail
คมสัน สุริยะ
16 มีนาคม 2553
 
 
มีคำกล่าวในหมู่นักวิจัยโดยเฉพาะในสาขาเศรษฐศาสตร์ว่า จงทรมานข้อมูลจนกว่าข้อมูลจะยอมพูดความจริง   ผมได้คิดและได้ลองทำมาแล้ว คิดว่ามีบางประเด็นที่ควรนำมาอภิปราย
 
มาถึงตอนนี้ผมทรมานข้อมูลของผมมาจนสะบักสะบอม ผมถามมันว่า เอาสมบัติไปซ่อนไว้ทางไหน แล้วก็เอา เครื่องบดหมู (คำแสลงที่หมายถึงวิธีวิเคราะห์เชิงปริมาณที่นักเศรษฐศาสตร์นิยมใช้กัน) ไปบด ๆ อวัยวะสำคัญของมัน คือ แขน ขา   จนมันเจ็บมากและทนไม่ได้ จึงบอกผมว่า ทางใต้   ผมก็ดีใจวิ่งไปทางใต้แต่ก็ไม่พบอะไร   กลับมาทรมานมันอีกคราวนี้ด้วยเครื่องบดหมูเวอร์ชั่นสอง มันก็ทรมานมากแล้วบอกผมว่า ทางเหนือ   ผมก็ดีใจไปดูทางเหนือแต่ก็ไม่มีอะไรอีก
 
เจ้าข้อมูลตัวดี เวลาโดนเครื่องทรมานหลาย ๆ แบบก็ตอบเหมือนกันบ้าง ไม่เหมือนกันบ้าง ทำเอาผมเหนื่อยและงง จนขี้เกียจทรมานมันอีกต่อไป เพราะว่ามันพร้อมจะพูดเป็นอย่างอื่นได้เสมอ แล้วแบบนี้ผมจะเชื่อคำพูดของมันได้ไหม และผมควรจะทรมานมันต่อไปอีกดีหรือไม่
 


ผมไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร ก็โซซัดโซเซไปนั่งร่วมวงสัมมนาเรื่องวิธีการทรมานข้อมูลซึ่งจัดติดต่อกันทุกวันอังคารของภาคเรียนที่ผ่านมา   ในวงนี้มีคนมากหน้าหลายตาผลัดกันมานำเสนอวิธีการทรมานแบบแปลก ๆ ทั้งแบบเบสิกและแบบแอ็ดวานซ์   แต่ดูเหมือนจะมีคนเก่งมากอยู่คนหนึ่งสามารถให้คำแนะนำได้อย่างเฉียบแหลม   แน่นอนว่าผมก็ต้องเข้าไปขอคำชี้แนะและไต่ถามชื่อ   ตายละหว่า นี่สุดยอดอาจารย์นักทรมานข้อมูลของบ้านนี้เมืองนี้ ผมดันไม่รู้จัก หน้าแตกจริง ๆ  
 
คำบางคำของอาจารย์นักทรมานข้อมูลทำให้ผมหันหน้าเข้าห้องสมุดเพื่อค้นหาวิธีการทรมานข้อมูลที่เหมาะสม    อาจารย์เล่าว่า ถ้าเราใช้มีดไปตัดเล็บ มันก็จะพลาดเข้าเนื้อได้ง่าย ข้อมูลจะร้องโอ๊ย แล้วก็บอกอะไรเราสักอย่างที่ไม่จริง เพียงเพื่อให้เราเลิกใช้มีด   แต่ถ้าเราใช้กรรไกรตัดเล็บ ข้อมูลจะอารมณ์ดีกว่าและมักจะบอกความจริงกับเรามากกว่า
 
ผมใช้เวลาอยู่ในห้องสมุดนานนับเดือน แล้วก็ขนหนังสือกลับมาบ้านอีกเป็นกองเพื่อค้นคว้าหาวิธีการที่เหมาะสมตามที่อาจารย์ชี้แนะมา    จนแล้วจนเล่าก็หาไม่เจอ   เห็นทีมันจะไม่อยู่บนพื้นดินให้เราเห็นชัด ๆ เสียแล้ว   เราต้องขุดลึกลงไปถึงรากเหง้าของมัน   และในที่สุดเมื่อทำความเข้าใจในพื้นฐานของเครื่องมือทรมานสารพัดชนิดก็เข้าใจได้ว่า   วิธีที่ผมพยายามหาอยู่นั้นมันยังไม่มีในโลก และวิธีทรมานแบบผสมผสานที่ผมคิดขึ้นใช้เองไปพลาง ๆ ก่อนนั้นก็ไม่ถูกต้อง
 


เมื่อเราใช้วิธีทรมานข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ข้อมูลจะบอกเราผิด ๆ เสมอ   ดังนั้นหากต้องการให้ข้อมูลพูดความจริง ต้องไม่ทรมานด้วยวิธีมั่วซั่ว แต่ต้องเลือกใช้วิธีทรมานที่ถูกต้องเท่านั้น  


 
นอกจากนั้น จริง ๆ เราก็ไม่จำเป็นต้องเรียกว่าการทรมาน   เพราะเราไม่ต้องไปบังคับขู่เข็ญด้วยสารพัดวิธีพิศดาร   เพียงแต่ยื่นดอกไม้ที่ข้อมูลนั้นชอบให้ ข้อมูลก็จะบอกความจริงเราเอง  
 
ปัญหาก็คือแล้วข้อมูลแบบไหนจะชอบดอกไม้แบบไหน แล้วถ้าไม่มีดอกไม้ที่ข้อมูลนั้นชอบหล่ะ เราจะได้ความจริงไหม    คำตอบก็คือ ถ้าหมั่นเรียนรู้ค้นคว้าและสังเกตแล้ว จะรู้หลักว่า ข้อมูลแบบไหนชอบดอกไม้แบบไหน   ขอให้เชื่อว่ามันมีหลักการอยู่   และมีตำรามากมายที่แนะนำหลักการนั้นไว้ได้เป็นอย่างดี   ขอเพียงแต่อย่าขี้เกียจและอย่าท้อที่จะอ่านตำรา
 


ตอนนี้ข้อมูลของผมยอมพูดความจริงแล้ว ซึ่งเมื่อถามกันดี ๆ มันก็ตอบกลับมาดีเช่นกัน    เรื่องที่ทรมานกันมานานแสนนานนั้นก็ดูเป็นเรื่องน่าขัน ยิ่งดูความจริงที่ข้อมูลยอมพูดออกมาเทียบกับที่มันเคยบอกมาแต่เดิม ยิ่งน่าหัวเราะเยาะตัวเอง
 


โดยสรุปแล้ว   การทรมานข้อมูลด้วยวิธีมั่วซั่ว ไม่ว่าจะทำมากกี่ครั้งก็ตาม   ยิ่งจะทำให้ข้อมูลพูดแต่เรื่องไร้สาระมาหลอกเราไปเรื่อย ๆ    ตรงกันข้าม หากใช้วิธีที่ถูกต้องเพียงครั้งเดียว   ข้อมูลจะพูดความจริง    ดังนั้นการรู้ว่าวิธีที่ถูกต้องคืออะไร   จึงสำคัญที่สุด     
 


ท้ายที่สุดอยากฝากไว้ว่า ในการสอบ proposal   อาจารย์มักชอบถามว่า นักศึกษาทำไมใช้แบบจำลองนี้แต่ไม่ใช้อีกแบบจำลองหนึ่ง นักศึกษาก็อึกอัก ๆ ตอบไม่ได้   นั่นเป็นสัญญาณที่บอกให้รู้ว่านักศึกษาไม่รู้หลักการเรื่องเครื่องมือทรมานข้อมูลอย่างเพียงพอ   และเสี่ยงที่จะโดนข้อมูลหลอกเมื่อพยายามไปทรมานมัน  
 
แต่ก็น่าเห็นใจครับ นักศึกษามีเวลาไม่มากนักที่จะศึกษาเรื่องเหล่านี้จนเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนที่จะสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์   ลำพังวิชาเศรษฐมิติจำนวน 45   ชั่วโมง   กับวิชาระเบียบวิธีวิจัยอีก 45   ชั่วโมง   ไม่พอสำหรับทำให้นักศึกษารู้ทุกอย่างอย่างเข้าใจ (อาจจะฟังเลคเชอร์ได้หมดทุกเรื่อง แต่ถามว่าเข้าใจไหมก็คงจะไม่เข้าใจ)  ทำให้ส่วนใหญ่ก็ต้องใช้วิธีไปตายเอาดาบหน้า   ลองถูกลองผิดกันไป   ซึ่งนั่นก็ใช้เวลามากมายในชีวิตเลยทีเดียว  
 
ทางแก้ก็ทำได้ด้วยการเพิ่มการเรียนวิชาเศรษฐมิติอีก 45   ชั่วโมง   วิชาสถิติสำหรับการวิจัยอีก 45   ชั่วโมง   วิชาสัมมนาเศรษฐมิติอีก 45 ชั่วโมง และจัด Staff seminar ให้นักศึกษานำเสนอผลการวิจัยอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้งในรอบปี หมายความว่านักศึกษาจะมีเวลาอยู่กับเรื่องนี้มากขึ้นเป็น 3 เท่าเมื่อเทียบกับแบบเดิม   นั่นจะช่วยให้นักศึกษามีเวลาทำความเข้าใจในหลักการและการประยุกต์ได้ดียิ่งขึ้นมาก   
 
ด้วยวิธีนี้นักศึกษาปริญญาโทควรจะต้องเรียนในชั้นเรียนเพิ่มขึ้นอีก 1 ภาคเรียน  (อาจจะเป็นวิชาเลือกเสรีที่ลงเรียนมากกว่าจำนวนหน่วยกิตที่หลักสูตรบังคับ)  หมายความว่า Course work จะกลายเป็น 3 เทอม    แต่จะจบเร็วขึ้น จาก 3 ปี เป็นสองปีครึ่ง   เพราะว่าจะใช้เวลาประมวลผลข้อมูลน้อยลง เนื่องจากมีวิธีที่ถูกต้องสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว   ไม่ต้องงม ไม่ต้องลองผิดลองถูกแล้ว ไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลจะบอกอะไรเราแบบหลอก ๆ อีกต่อไป   เหลือแต่เก็บข้อมูลและจัดให้อยู่ในรูปแบบที่จะวิเคราะห์ได้ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปเท่านั้น ที่เหลือก็พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่ข้อมูลพูดความจริงบอกออกมา เท่านั้นก็จบ
 
 





 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ