Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home ตำราเรียน ปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ ออกข้อสอบอย่างไรไม่ให้ถูกต่อว่า
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















ออกข้อสอบอย่างไรไม่ให้ถูกต่อว่า Print E-mail
คมสัน สุริยะ
24  กุมภาพันธ์ 2553
 
 
กลายเป็นจำเลยสังคมไปแล้วสำหรับการสอบ O-NET ประจำปีนี้   ซึ่งเมื่อทบทวนดูข้อสอบก็พบว่าสมควรตกเป็นจำเลยจริง ๆ    เพราะข้อสอบออกได้ถึงใจมาก   หนึ่งข้อมีได้หลายคำตอบบ้าง   ต้องจับคู่ในสิ่งที่สามารถเป็นได้อย่างหลากหลาย ผมคงไม่เอามาเขียนซ้ำ   หากท่านใดสนใจว่าข้อสอบที่มีปัญหาเป็นอย่างไรสามารถอ่านได้ที่ Link ต่อไปนี้
 

Link ข้อสอบเจ้าปัญหา 
ตอนแรกจะเป็นการ์ตูนนะครับ  ดูสนุกดี ให้ความรู้สึกของผู้ที่ต้องเข้าสอบกับข้อสอบอย่างนี้ได้ดีมาก ๆ
 

ยกตัวอย่างกันสักข้อสองข้อ  จะได้เห็นภาพชัด (ถ้าสนใจดูข้ออื่น ๆ ให้คลิ๊กดูที่ Link ข้างต้น)

ข้อ 1. โจทย์ให้ประวัติน้องนกมาอ่าน  ความรวม ๆ สรุปได้ว่า น้องนกเป็นนักเทนนิส  เป็นคนจังหวัดไหน มีความสำเร็จอย่างไร  มีโค้ชชื่ออะไร   บอกว่าโค้ชทุ่มเทมากแค่ไหนให้กับการฝึกซ้อมของนก จนทำให้น้องนกมีร่างกายที่ดี มีทักษะ และมีน้ำใจเป็นนักกีฬา  ซึ่งการทำงานอย่างหนักเช่นนี้นำมาซึ่งความสำเร็จของน้องนกในที่สุด  

ถามว่า    น้องนกจะเครียดภายใต้สถานการณ์ใด 

ก. การตัดสินที่ไม่เป็นธรรม
ข. การประเมินความสามารถโดยบุคคลอื่น
ค. ผู้ฝึกสอนเข้มงวดเกินไป
ง.  ความสำคัญของการแข่งขัน

ถ้าให้ตอบก็คงตอบข้อ ค. ผู้ฝึกสอนเข้มงวดเกินไป  เพราะมีคำว่าเกินไป  อะไรที่เกินไปก็คงไม่ดี  และเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องที่ให้มาอ่านอยู่บ้าง  แต่ว่าทางเลือกอื่นก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น  และแม้แต่ข้อ ค. ก็อาจจะไม่ถูก  น้องนกอาจจะไม่เครียดก็ได้ เพราะความเข้มงวดในระดับที่เกินไปสำหรับคนอื่น  แต่น้องนกอาจจะชินแล้ว  ในบทความไม่มีข้อความไหนที่จะบอกว่าน้องนกต่อต้านความเข้มงวดของโค้ช หรือหนักใจในการฝึกซ้อม


ข้อ 2. ถ้านักเรียนจะจัดอาหารเช้าให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่มาเที่ยวเมืองไทย (ซึ่งโจทย์ไม่ได้บอกว่าเป็นชาติไหน  ซึ่งในโลกนี้มีประเทศมากกว่า 100 ประเทศ  บางประเทศทานข้าว  บางประเทศไม่ทานข้าว  ทำไมเราต้องคิดว่าเป็นแต่ฝรั่งเท่านั้น  เป็นบังคลาเทศไม่ได้เหรอ  มีเพื่อนเป็นชาวบังคลาเทศมันผิดตรงไหน)  และเป็นวันครบรอบวันแต่งงานของเขา (ซึ่งแต่งงานกันมากี่ปีแล้วก็ไม่รู้  อาจมีผลต่อดอกไม้ทีจะจัดให้  คือ ดอกกุหลาบสำหรับรักกันใหม่ ๆ และดอกกล้วยไม้สำหรับรักที่คงทนยาวนาน)  จะจัดอาหารไทยและโต๊ะอาหารอย่างไร  โดยเลือกตอบในหมวดอาหาร  หมวดดอกไม้  และหมวดสีผ้าปูโต๊ะ

หมวดอาหาร  ให้เลือกเพียงหนึ่งอย่างจากตัวเลือก 10 อย่างต่อไปนี้ คือ  ข้าวผัดทะเล  ข้าวต้มปลากะพง  ข้าวต้มทะเล  ข้าวห่อหมกปลาช่อน ผัดไทยกุ้งสด  ราดหน้าปลาหมึก  โจ๊กหมูใส่ไข่  ข้าวต้มหอยนางรม  ข้าวไข่เจียวหมูสับ  ข้าวผัดปู 

หมวดดอกไม้  ให้เลือกเพียงหนึ่งอย่างจากตัวเลือก 10 อย่างต่อไปนี้ คือ  ดอกบัว  ดอกรัก  ดอกมะลิ  ดอกกุหลาบ  ดอกกล้วยไม้  ดอกดาวเรือง  ดอกซ่อนกลิ่น  ดอกกุหลาบมอญ  ดอกคูณ  ดอกสุพรรณิการ์ 

หมวดสีผ้าปูโต๊ะ  ให้เลือกเพียงหนึ่งอย่างจากตัวเลือก 10 อย่างต่อไปนี้  คือ  แสด ฟ้า เขียว แดง ดำ  ชมพู  เหลือง  เทา  น้ำเงิน  น้ำตาลเข้ม 

หมายเหตุ: ต้องตอบถูกทั้งสามอย่างจึงจะได้คะแนน  (โอกาสคือ 1 ใน 10 x 10 x 10 = 1,000 แปลว่า งมเข็มในมหาสมุทร)  โจทย์ข้อนี้มีความพยายามที่จะเฉลยง่าย ๆ ว่า  ผัดไทยกุ้งสด  ดอกกุหลาบ  และผ้าปูโต๊ะสีชมพู    แต่ก็มีคนแย้งว่าผัดไทยกุ้งสดไม่เหมาะจะเป็นอาหารเช้า  และสีของความรักไม่จำเป็นต้องเป็นสีชมพู  อาจจะเป็นแดงหรือขาวก็ได้  นอกจากนั้นดอกกล้วยไม้อาจจะแทนความรักที่คงทนในกรณีที่ทั้งคู่แต่งงานกันมาอย่างยาวนาน  ไม่จำเป็นต้องเป็นดอกกุหลาบ  การเฉลยอย่างง่าย ๆ จึงเป็นการทึกทักเอาเองของผู้ออกข้อสอบ หรือไม่ก็แสดงความเป็นเผด็จการทางความคิด


ข้อ 3. ลักษณะใดที่บุคคลต้องการคบเป็นเพื่อนมากที่สุด

ก. ยิ้มแย้มแจ่มใส
ข. เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
ค. เอาใจเขามาใส่ใจเรา
ง. พูดจาไพเราะ

ข้อนี้เลือกไม่ถูกจริง ๆ ดีทุกข้อ  แต่มีคนพยายามบอกว่าข้อ ค. ถูก  โดยให้เหตุผลว่าข้ออื่น ๆ เป็น Subset ของข้อนี้  (และยังแอบเหน็บแนมว่าคนเลือกไม่ถูกคือคนไม่รู้จักคิดวิเคราะห์)  ผมคิดว่าคนที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไม่จำเป็นต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา  เพราะเราอาจจะชอบทำบุญสุนทานไปเรื่อย ๆ   แต่ไม่จำเป็นต้องชอบเอาใจใส่กับความรู้สึกของใคร   นอกจากนั้นคนที่ยิ้มแย้มแจ่มใสก็ไม่จำเป็นว่าเขาจะต้องใส่ใจใคร  เขาอาจจะแค่อัธยาศัยดี  ปากหวาน  ยิ้มง่าย  ก็เท่านั้น  แต่ไม่ได้สนใจความรู้สึกของใครเป็นจริงเป็นจัง    ที่สำคัญคนที่เอาใจเขามาใส่ใจเราอาจจะช่วยเหลือคนอื่นอยู่เบื้องหลังโดยต่อหน้าทำเฉย ๆ ไม่อัธยาศัยก็ได้        มันไม่มีกฎตายตัวว่าคนที่เอาใจเขามาใส่ใจเราจำเป็นต้องยิ้มแย้มแจ่มใส   หรือคนยิ้มแย้มแจ่มใสจำเป็นต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา 

ตรรกะง่าย ๆ ของข้อนี้คือ  คนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไม่จำเป็นต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา  คนเอาใจเขามาใส่ใจเราไม่จำเป็นต้องพูดจาไพเราะ  คนพูดจาไพเราะไม่จำเป็นต้องยิ้มแย้มแจ่มใส  คนยิ้มแย้มแจ่มใสไม่จำเป็นต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่   เมื่อเราไม่สามารถบอกได้ว่าคุณลักษณะหนึ่งมีคุณลักษณะอื่นครบทั้งสามด้านเป็นองค์ประกอบแล้ว  จะบอกว่าคุณสมบัติข้อนั้นครอบคลุมคุณสมบัติข้ออื่นทั้งหมดได้อย่างไร

เรื่องที่ลึกลงไปคือ  นักเรียนแต่ละคนให้น้ำหนักไม่เหมือนกัน  สมมติว่าโจทย์ข้อนี้คิดลึกมาก  เช่น  เรื่องพูดจาไพเราะควรถูกตัดออกไป  เพราะเห็นว่า  คนพูดจาไพเราะไม่จำเป็นต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  ไม่จำเป็นต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา  และไม่จำเป็นต้องยิ้มแย้มแจ่มใส   แสดงว่าคน ๆ นี้มีข้อดีอยู่อย่างเดียวคือพูดจาไพเราะ  ในขณะที่ข้ออื่นคือมีเอาใจเขามาใส่ใจเราอาจจะได้เรื่องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ด้วย   (แปลว่าอย่างน้อยสองอย่างชนะหนึ่งอย่าง)  แต่ถ้าคิดว่านักเรียนให้น้ำหนักกับคนพูดจาไพเราะมากกว่าเรื่องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเอาใจเขามาใส่ใจเราจะได้ไหม   มันเป็นการให้คุณค่าส่วนตัว  เช่น  ผมอาจจะชอบคนปากหวานพูดรื่นหูไม่ขัดคอมากกว่าคนที่ชอบซื้อขนมมาแบ่งให้แต่พูดไม่เข้าหูและชอบเอะอะโวยวาย   ผมผิดด้วยเหรอ  ผมจำเป็นต้องชอบคนที่เอาใจเขามาใส่ใจเราและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากกว่าคนที่พูดจาไพเราะ (เหมือนที่ผู้ออกข้อสอบชอบ) ด้วยอย่างนั้นหรือ




 
เรื่องไม่เป็นเรื่องยิ่งกว่าข้อสอบก็คือฝ่ายออกข้อสอบพยายามปกป้องข้อสอบของตัวเองอย่างเต็มที่ว่าดีแล้ว เช่น
 
"...ข้อสอบให้ประวัติน้องนกมาอ่านเป็นการคลายสมองครับ ได้เป็นความรู้ประดับสมองด้วย ได้ประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง จากการวิจัย พบว่าข้อสอบที่มีแต่คำถามเต็มไปหมดจนจบข้อสอบ กับข้อสอบที่มีคำถาม แล้วมีบทความแทรกเข้ามาให้อ่าน ทั้งบทความที่ไม่เกี่ยวข้องกับคำถามและบทความที่มีความเกี่ยวเนื่องกับคำถาม พบว่าผลคะแนนจากการสอบจากข้อสอบที่มีบทความแทรก จะได้คะแนนโดยเฉลี่ยมากกว่า ทั้งนี้การวิจัยนี้ ใช้ข้อสอบทั้งแบบที่ทำทันเวลาแน่ๆ กับข้อสอบที่ไม่มีทางทำเสร็จภายในเวลาที่กำหนด..."
(กระทู้ที่ 108 ของเรื่องข้อสอบเจ้าปัญหา)
 
 
"...ข้อสอบได้อิงตามหลักสูตรและมาตรฐานเรื่องคุณภาพการศึกษา...  นักเรียนต้องสามารถเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกันให้ได้อย่างรอบด้านจึงจะถือว่าเป็นผู้รู้จริง เช่นเดียวกับการเข้าใจศาสนา ซึ่งจะต้องเข้าใจทั้งศาสดา หลักธรรม และวิธีการปฎิบัติ... หากนักเรียนตอบข้อสอบไม่ได้ แสดงว่าโรงเรียนไม่ได้สอนโดยยึดแกนกลางของหลักสูตรและแนวทางการจัดการศึกษาแบบนี้อย่างเคร่งครัด..."
(สรุปความจาก รายการเรื่องเล่าเช้านี้ กระทู้ที่ 190 และ 191ของเรื่องข้อสอบเจ้าปัญหา)
 

"ในชีวิตความเป็นจริง  เรื่องต่าง ๆ ก็ไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว...รูปแบบข้อสอบที่หลากหลายเช่นนี้  ครูควรนำไปสอบเด็กด้วยซ้ำ   เด็กจะได้คุ้นเคยและฝึกคิดวิเคราะห์  ไม่ใช่คุ้นแต่ข้อสอบท่องจำ  ถ้าจะให้สทศ.ออกข้อสอบแค่ท่องจำ ทำได้ง่ายมาก   แต่สทศ.ทำไม่ได้เพราะไม่สร้างสรรค์  สังคมกำลังบ่นว่าการศึกษาไทยแย่  เพราะเด็กคิดวิเคราะห์ไม่เป็น   แต่เมื่อสทศ.พยายามหาทางแก้ไข   โดยใช้แนวข้อสอบที่ต่างไปจากเดิม กลับมาโวย สทศ. ..."  
(ความเห็นของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ  คัดจากเว็ปผู้จัดการ เรื่อง แจงข้อสอบโอเน็ตมาตรฐานฯ  วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553) 




โดยส่วนตัวผมเองเมื่อเจอข้อสอบอย่างนี้ต้องยอมรับว่าตัวเองกลายเป็นผู้ไร้การศึกษา เพราะว่าตอบคำถามเจ้าปัญหาไม่ได้สักข้อเลย เพราะอย่างที่กล่าวไว้แล้วว่า   แต่ละข้อตอบได้หลายอย่างมาก   และ การให้จับคู่สิ่งต่าง ๆ นั้น มีความเป็นไปได้มากกว่ารูปแบบเดียว   พูดง่าย ๆ ก็คือ ให้คนร้อยคนมาเฉลยก็อาจจะได้คำตอบมากถึงร้อยแบบ   ขึ้นอยู่กับความชอบ และการตีความบริบทของคน ๆ นั้น   ทางออกของข้อสอบชุดนี้มีอยู่อย่างเดียว  คือ  ตอบอย่างไรก็ต้องได้คะแนนเท่ากัน  ถูกทั้งหมด 
 
 
********************************************************************************************************************

ผมจะไม่โจมตีข้อสอบชุดนี้ไปมากกว่านี้ เพราะแค่นี้สื่อต่าง ๆ ก็โจมตีพรุนไปหมดแล้ว 
เรามาดูดีกว่าว่าการออกข้อสอบที่จะไม่ถูกต่อว่าควรจะเป็นอย่างไร
 
 
พูดจากใจจริง ผมชอบสอนหนังสือ แต่ไม่ชอบที่จะต้องออกข้อสอบ  เหตุผลก็คือ มันจะเกิดความรู้สึกว่านักศึกษามุ่งเรียนเพื่อจะสอบ  มากกว่ามุ่งเพื่อจะรู้เนื้อหาวิชา   นักศึกษาจะถามขึ้นมาบ่อยครั้งว่า อาจารย์จะออกข้อสอบอย่างไร   ผมไม่อยากตอบเพราะผมยังไม่ได้สนใจเรื่องนั้นในเวลานั้น  
 

เมื่อผมกลับมาเป็นนักศึกษาและต้องสอบ ทำให้ผมเข้าใจได้ว่าเรื่องจะออกข้อสอบอะไรมันสำคัญสำหรับนักศึกษามาก   เพราะเป็นเรื่องชี้เป็นชี้ตายแก่นักศึกษา  ว่าจะอยู่หรือจะไป  
 

อาจารย์ของผมที่เยอรมันไม่ได้บอกว่าสิ่งที่เราเรียนจะเอาอะไรมาออกเป็นข้อสอบ เพราะเขาก็ไม่ชอบให้ใครถามว่าข้อสอบจะออกอะไรเหมือนกัน เขาก็อยากสอนให้นักศึกษารู้และเอาไปคิดต่อ   แต่ไม่อยากสอนเพื่อให้นักศึกษาใช้สอบ    ทางออกของเขาก็คือ เมื่อสอนเสร็จก็มอบข้อสอบเก่าหลาย ๆ ปีมาให้ดูเป็นแนวเลย     แต่จะออกข้อสอบปีนี้ไม่เหมือนกับที่ผ่าน ๆ มา  แต่ก็จะคล้าย ๆ กัน      ทำให้ตัดปัญหาไปได้ว่านักศึกษาไม่ต้องคอยถามว่าอาจารย์จะออกข้อสอบเรื่องอะไร   ถ้าถาม  ก็ตอบว่า  ก็คงคล้าย ๆ ของเดิม 
 
 
 
วิธีการออกข้อสอบที่ทำให้ไม่ถูกต่อว่าในภายหลังจึงเป็นศิลปะที่อาจารย์จะต้องเรียนรู้  ผมออกข้อสอบมาอย่างน้อยเจ็ดปี  
นับข้อสอบได้อย่างน้อย 50 ชุดที่ไม่ซ้ำกัน มีทั้งคำชมและคำด่า   สิ่งต่าง ๆ ที่ผมได้เรียนรู้ประมวลไว้ดังนี้
 

1.   การออกข้อสอบจะให้ทุกคนทำถูกทุกข้อไม่ได้ เพราะมิเช่นนั้นจะวัดว่าใครเก่งหรือใครไม่เก่งไม่ได้   เพราะการตัดเกรดไม่ใช่แค่ผ่านหรือไม่ผ่าน   มันยังต้องบอกว่าได้ A B C D หรือ F   ดังนั้นต้องมีข้อที่ง่ายเพื่อให้ทุกคนทำได้จะได้ไม่มีใครตก   แล้วก็ยากขึ้นนิดหน่อยใครทำได้ก็ได้ C   ต่อมาก็ยากไล่ขึ้นมาอีกใครทำได้ก็ได้ B และข้อที่ยากที่สุดที่คิดว่าน่าจะมีนักศึกษาประมาณ 10% ที่เป็นหัวกะทิเท่านั้นที่ทำได้ ซึ่งหากใครทำได้ก็จะได้ A   แต่สำคัญว่าข้อที่ยากที่สุดจะต้องไม่เกินวิสัยของคนที่อยู่ในกลุ่มหัวแถวจะทำได้
 
ทางหนึ่งคือ  ให้ข้อสอบมีเพียงจำนวนน้อย  เช่น  5  ข้อ  แต่ละข้อมีเรื่องให้นักศึกษาใช้ดุลยพินิจ    ต้องเทียบเคียงกับทฤษฎี     หากนักศึกษาคลำทางมาได้ถูกต้อง (ด้วยเหตุผล) จะพบกับ หลักการ ที่เคยเรียนมาแล้ว      แล้วหลักการนั้นจะบอกว่าควรจะเลือกใช้ กระบวนการ ในการทำโจทย์ข้อนั้นอย่างไร   โจทย์แต่ละข้อมีความยากง่ายต่างกัน  บางข้อก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก  บ้างก็ต้องคิดลึกหน่อย   บ้างก็ไม่ต้องคิดอะไรเลย   การวัดผลจะวัดได้ทั้งเรื่องความเข้าใจในหลักการ  และความรู้เรื่องกระบวนการแก้ปัญหา

อีกทางหนึ่งคือ  ให้ข้อสอบมีจำนวนมาก  มากจนทำไม่ทันแน่นอน  ทว่าแต่ละข้อไม่ยากนัก  เป็นไปตามแบบฝึกหัดที่นักศึกษาเคยทำมาแล้ว  ไม่พลิกแพลง   ข้อสอบแบบนี้นักศึกษาที่เตรียมตัวมาพร้อมกว่าจะได้ทำได้เร็วกว่า  จึงจะทำได้หลายข้อมากกว่า และจะได้คะแนนมากกว่า  แม้จะทำได้ไม่ครบก็ตาม  แต่คนที่ได้คะแนนติดอยู่ในกลุ่มสูงสุดก็จะได้ A  ประมาณ 10% ของนักศึกษาทั้งหมด
  
 
2. การออกข้อสอบจะซ้ำเดิมไม่ได้   เพราะจะเข้าข่ายว่าเป็นข้อสอบรั่ว   คือ นักศึกษารู้ข้อสอบก่อนการสอบ ซึ่งผู้ปล่อยข้อสอบออกไป ในที่นี้คืออาจารย์ ย่อมมีความผิด   ดังนั้นจึงต้องแต่งข้อสอบใหม่อยู่เสมอ   โชคดีที่อิงแนวข้อสอบเดิมได้ ทำให้ไม่ถึงกับต้องพลิกแนวไปทั้งหมด อันจะสร้างความยากลำบากให้กับทั้งคนออกข้อสอบและคนทำข้อสอบ
 
 
3. การออกข้อสอบต้องอิงสิ่งที่สอนในชั้นเรียน   เราสามารถสอนให้ยากขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานของการสอน   เช่น เพื่อให้นักศึกษาสามารถสอบเรียนต่อระดับปริญญาโทได้ในมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับประเทศ   แต่เราจะออกข้อสอบเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในการสอนไม่ได้   เราต้องตอบนักศึกษาได้ว่า   ข้อสอบข้อนี้อยู่ในบทใด และอาศัยสิ่งที่เรียนไปแล้วมาตอบข้อสอบได้อย่างไร ไม่ใช่เรียนอยู่บนโลกแต่ข้อสอบมาจากต่างดาว
 
 
4. การออกข้อสอบต้องชัดเจน   ในเรื่องภาษา   ในเรื่องบริบท ในเรื่องที่นักศึกษาจะไม่สามารถตีความเป็นอย่างอื่นไปได้   แล้วบังคับให้คำตอบมีเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น   ยิ่งถ้าเป็นข้อสอบแบบปรนัย คือ เลือกตอบ  จะต้องมั่นใจว่าผู้สอบไม่สามารถตีความไปในทางอื่นได้  และมีเหตุผลที่ใช้เฉลยที่เข้าใจตรงกัน  ไม่มีใครสามารถให้เหตุผลแย้งเป็นอย่างอื่นได้   ถึงจะถือว่าเป็นข้อสอบที่ดี หรือ มีความเป็นปรนัย    แต่ถ้าเป็นข้อสอบอัตนัย คือ เขียนตอบ  ข้อสอบต้องระบุสถานการณ์และข้อสมมติต่าง ๆ มาอย่างชัดเจน  มีข้อมูลครบถ้วน  ไม่กำกวม  เพื่อให้ผู้สอบวิเคราะห์ไปในทางเดียวกัน  โดยไม่สามารถแหวกออกนอกกรอบ  หรือ คิดไปเป็นอย่างอื่นได้เลย  ข้อสอบนั้นจึงจะดี
 
 
5. สำหรับการสอบแบบอัตนัยที่ต้องให้เขียนตอบ การให้แสดงวิธีทำเป็นการออกข้อสอบที่ปลอดภัยที่สุด เพราะมีขั้นตอนที่ชัดเจน และมีคำตอบที่ถูกเพียงอย่างเดียว    นอกจากนั้นสามารถกำหนดวิธีการให้คะแนนเป็นขั้น ๆ ได้ว่าหากทำได้ถึงขั้นนี้จะได้กี่คะแนน    ที่สำคัญที่สุดคือโปร่งใส   สามารถคืนกระดาษคำตอบให้นักศึกษาเอากลับไปดูได้เลยว่าทำถูกหรือผิดตรงไหน
 
 
6. หากเป็นการสอบแบบอัตนัยที่ไม่สามารถให้แสดงวิธีทำได้   ให้ใช้วิธีให้เหตุผล แล้วต้องให้มีแนวการให้เหตุผลที่ถูกต้องเพียงแนวเดียว   เรียกว่า  Line of thought   คือ แนวที่ทฤษฎีนั้น ๆ ใช้อธิบายเรื่อง ๆ หนึ่ง    นักศึกษาจะตอบตามใจตัวเองผิดไปจากทฤษฎีไม่ได้     ข้อสอบต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าจงอธิบายเรื่องนี้ด้วยทฤษฎีนี้เท่านั้น     หากนักศึกษาอธิบายมาด้วยทฤษฎีอื่นก็ถือว่าผิด   เพราะกำหนดไว้แล้วว่าต้องทฤษฎีนี้เท่านั้น   การให้คะแนนก็แบ่งเป็นส่วนคือ   นักศึกษาเขียนอธิบายทฤษฎีถูกต้องหรือไม่  และวิเคราะห์สถานการณ์ที่ให้มาตามโจทย์ด้วยทฤษฎีนั้นได้ถูกต้องหรือไม่   คือ วัดได้ทั้งเรื่องความจำและความเข้าใจในทฤษฎี   การวิเคราะห์เทียบเคียงทฤษฎีกับสถานการณ์จำลอง  แล้วให้เขียนระบุคำวินิจฉัยออกมา  ต้องคิด  ไม่ใช่อยู่ดี ๆ จำคำตอบมาจากไหนแล้วเอามาตอบ   และต้องมั่นใจว่าทฤษฎีจะเอาไปใช้อย่างนี้  (ถ้านักศึกษาเขียนอธิบายมาผิดทฤษฎี  หรือ ไม่ได้อ่านทฤษฎีนั้นมาจึงเอาทฤษฎีที่ตัวเองอ่านมาตอบ  เช่น  โจทย์ถามเรื่องทฤษฎีอุปสงค์  นักศึกษากลับเขียนตอบเรื่องอุปทาน  แต่สามารถเขียนอธิบายทฤษฎีอุปทานได้ดี  แล้วพยายามวิเคราะห์ข้าง ๆ คู ๆ ไปเรื่อย ๆ ว่าอุปทานก็คืออุปสงค์  อาจารย์จะให้คะแนนค่าน้ำหมึก 2 คะแนน ใน 10 คะแนน ซึ่งไม่ให้ 0 คะแนนก็ถือว่าใจดีมากแล้ว  เพราะไม่มีใครในโลกสามารถช่วยบอกได้ว่าสิ่งที่คุณเขียนมานั้นถูกได้เลยแม้แต่คนเดียว  ก็คือ  มันผิดแน่นอน)
 
 
7. ข้อสอบแบบอัตนัยที่สามารถตอบได้อย่างครอบจักรวาล   แบบว่าตอบอย่างไหนก็ถูกทั้งนั้น  หรือตอบไปตามความคิดเห็นของตัวเอง   มีไว้เพื่อให้นักศึกษาได้คะแนนเต็มหรือเกือบเต็มในข้อนั้น   ทั้งนี้เพื่อช่วยนักศึกษาไม่ให้สอบตก (F)    คนที่จะไม่ได้คะแนนคือคนที่ไม่ยอมทำ   หรือ ตอบไม่ตรงคำถาม หรือ  ตอบมาโดยไม่มีเหตุผล หรือ  ตอบโดยไม่มีเป้าหมาย   หรือ เขียนประชดประชันเป็นอย่างอื่น เช่น ขอโทษครับอาจารย์ผมตกแน่นอน   แบบนี้ก็สมควรตกแน่นอน เพราะขนาดข้อสอบที่ออกแบบช่วยเต็มที่แล้วก็ยังไม่ยอมตอบ   ใครจะไปช่วยอะไรได้


8. ข้อสอบจะต้องให้น้ำหนักมากกับสิ่งที่สอนมาก และให้น้ำหนักน้อยกับสิ่งที่ผ่านไปอย่างเร็ว ๆ    เพราะว่านักศึกษาไม่มีทางทำข้อสอบได้ถูกลึกซึ้งในสิ่งที่อาจารย์พูดผ่านเพียงหนึ่งประโยคด้วยน้ำเสียงทุ้มและเบา


9. ข้อสอบควรครอบคลุมทุกเรื่องที่สอน แต่ไม่จำเป็นต้องให้น้ำหนักเท่ากันในทุกเรื่อง อาจจะมีบางบทที่ให้น้ำหนักมาก   ซึ่งก็ควรจัดสรรเวลาในการสอนในบทนั้นให้มากกว่าบทที่จะออกข้อสอบน้อย


10. ข้อสอบจะต้องตรงไปตรงมา อย่าออกข้อสอบวกวนเป็นเขาวงกต หรือข้อสอบที่จับต้นชนปลายไม่ถูก   หรือ ข้อสอบที่ต้องย้อนกลับไปกลับมา  เพราะนักศึกษาจะไม่มีเวลามากพอที่จะคิดตามได้ทัน    ผมเคยออกข้อสอบแบบย้อนทำจากหลังไปหน้า   ปรากฏว่ามีคนทำได้อยู่สามคนในห้าสิบคน แล้วก็โดนต่อว่ามาก   แต่คราวนั้นเพราะว่าเป็นการสอบแบบ Open Book  นักศึกษาเลยกะจะมาลอกหนังสือเอาในห้อง ผมก็เลยต้องทำให้ไม่ตรงไปตรงมา   แต่สามารถเปิดหนังสือเพื่อใช้เป็นแนวตอบได้   เมื่อโดนต่อว่ามากและคิดว่านักศึกษาไม่ชอบอย่างนี้   ก็เลยตกลงว่าต่อไปจะสอบแบบ Closed Book ตลอด และจะออกข้อสอบแบบตรงไปตรงมาจะดีกว่า



 
โดยสรุปแล้ว   การเป็นอาจารย์ที่ดีนั้น ก่อนจะสอนต้องคิดว่าจะออกข้อสอบอะไร แล้วสอนไปตามนั้น เพื่อให้นักศึกษามีโอกาสที่จะตอบข้อสอบได้ถูกต้อง    เรื่องไหนที่จะออกข้อสอบเป็นข้อใหญ่ต้องให้เวลามาก ๆ   เน้นย้ำเข้าไป   เรื่องไหนที่จะไม่ออกข้อสอบก็ผ่านไปเร็ว ๆ ได้    ต้องให้นักศึกษาเห็นว่าเรื่องไหนน่าจะเป็นข้อสอบ   เรื่องไหนที่จะทำให้เขาสอบผ่านและได้เกรดดี   เขาจะได้เตรียมตัวกับเรื่องนั้นมาก ๆ   ยิ่งมีแบบฝึกหัดจี้ไปที่จุดหลักที่จะออกข้อสอบยิ่งถูกใจนักศึกษา   และถ้าเอาข้อสอบเก่าให้ดู  นักศึกษาก็จะใช้เป็นแบบฝึกหัดได้ด้วย
 
 
การสอนจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเราสามารถแสดงตัวว่าเราเก่งที่สุดในจักรวาลต่อหน้านักศึกษาที่ไม่มีทางสู้    การสอนไม่ควรคลุมเคลือจนนักศึกษาจับประเด็นไม่ได้และไม่รู้ว่าข้อสอบจะออกอะไร    และการสอนก็ไม่ใช่การบอกข้อสอบ   ไม่ใช่เรียนไปเพื่อสอบ
 
 
ใครที่ทำให้เกิดความสมดุลย์ระหว่างการทำให้การเรียนการสอนเป็นเรื่องสนุก    การให้ความรู้ที่จะติดตัวนักศึกษา   และการให้โอกาสนักศึกษาสามารถสอบผ่านได้ ย่อมถือว่าเป็นอาจารย์ที่ดีมากแล้ว   นักศึกษาจะอยากได้อะไรไปมากกว่านี้อีก    คงจะมีอีกเรื่อง คือ   ใครสามารถหางานให้นักศึกษาทำได้หลังจบการศึกษาด้วย คงจะวิเศษสุด  
 
 
 
 
 

Link



กลับสู่สารบัญ  













 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ