Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home เพลิน คิดเพลิน ๆ เด็กชอบความถูกต้อง ผู้ใหญ่ชอบความหมาย
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















เด็กชอบความถูกต้อง ผู้ใหญ่ชอบความหมาย Print E-mail
คมสัน สุริยะ
31 มกราคม 2553
 
 

ผมพยายามสังเกตว่าความเป็นเด็กต่างกับความเป็นผู้ใหญ่อย่างไร เรื่องหนึ่งที่พบก็คือ เด็กชอบความถูกต้อง ผู้ใหญ่ชอบความหมาย
 
 
 
เวลาเราสะกดผิด หรืออ่านผิด เด็กจะทักทันที และบอกว่ามันไม่ถูก โดยไม่สนใจว่าคำนั้นหรือประโยคนั้นจะพยายามสื่อความหมายว่าอะไร
 


 
ผู้ใหญ่จะรู้ว่ามันสะกดผิด แต่อาจจะไม่สนใจ โดยพยายามมุ่งดูที่ความหมายมากกว่า
 


 

เมื่อก่อนผมโง่เขลา ครูอ่าน คมนาคม   ว่า คม-มะ-นา-คม   ซึ่งเป็นวิธีการอ่านที่ถูกต้องในสมัยก่อน   ต่อมาเปลี่ยนใช้ว่า คะ-มะ-นา-คม   ผมมัวแต่เสียอารมณ์กับเรื่องอ่านไม่เหมือนกันนี้จนไม่ตั้งใจฟังว่าจริง ๆ ครูต้องการสื่ออะไรเป็นใจความหลัก
 



 
ต่อมาก็มีคำแปลก ๆ ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เช่น สมดุลย์ กับ สมดุล    ซึ่งผมก็คิดว่ามันให้ความหมายที่เหมือนกัน แต่ก็มักมีคนแย้งอยู่เสมอว่าอย่างหนึ่งถูกอีกอย่างไม่ถูก     นอกจากนั้นยังมีคำว่าสมการ ซึ่งพักหลังมีคนอ่านว่า สม-กาน ไม่ใช่ สะ-มะ-กาน   ผมว่าก็อาจจะฟังแปลก ๆ แต่ก็เข้าใจได้ว่าความหมายเดียวกัน แต่ก็มีคนทะเลาะกันเพราะอ่านไม่เหมือนกัน
 



 
คำที่เราไม่เคยบัญญัติไว้ก่อนแต่ใช้ตามสมัยนิยมก็ไม่น่าจะมีใครบอกได้ว่ามันผิด เช่น เท่ห์   มันส์    ถ้าเขียน เท่ หรือ มัน   ก็จะไม่ค่อยเท่ห์และอาจจะไม่มันส์   เพราะ มันมันมาก   ความหมายอาจจะคลาดเคลื่อน จากฟุตบอลเป็นเนื้อติดมัน   แต่คนก็อุตส่าห์หาข้อผิดพลาดและพยายามบอกว่า เท่ห์ มาจากคำว่า เทหวัตถุ แปลว่า ร่างกาย หรือสิ่งของ   ดังนั้นควรจะเขียนว่า เท่    แต่ผมก็รู้สึกว่าเขียนอย่างนี้มันไม่เท่ห์   และต้นตอของคำนี้ก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับเทหวัตถุ   แต่เกี่ยวกับความรู้สึกว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นดูดี
 
 



เมื่อก่อนมีนักร้องชื่อ เท่ห์ อุเทน พรหมมินทร์    ที่ได้ชื่ออย่างนั้นเพราะอยากให้มีภาพว่าดูดี   แต่ถ้าเขียนใหม่เป็น เท่ อุเทน มันจะตลกมากและดูเหมือนอักษรมันขาดอะไรไปบางอย่าง   คนจะคิดไปถึงคำว่า  เท่า หรือ ท่า มากกว่า
 



 
อีกคำหนึ่งที่เขียนผิดกันมากคือ รสชาติ ซึ่งเรามักจะเห็นร้านอาหารเขียนว่า รสชาด      ผมจำได้แม่นว่าครูภาษาไทยคือมาสเตอร์เฉลิมพล เขียนไว้ในวารสารของโรงเรียนว่า    รสชาด นั้นไม่ถูก    เพราะชาด แปลว่าสีแดง     ที่ถูกต้องใช้คำว่า รสชาติ    ซึ่งผมก็ถือปฎิบัติตามนั้นมาตลอด   และพยายามติเตียนร้านอาหารที่เขียนไม่ถูก     แม้กระทั่งประท้วงโดยการไม่ไปทานที่ร้านนั้น     แต่ก็ไม่สามารถทำให้คำว่ารสชาดหายไปจากเมืองไทยได้      เมื่อโตขึ้นได้มาคิดว่า หากมีร้านอาหารสองร้าน       ร้านที่อร่อยกว่าเขียนว่า     รสชาดดี      แต่ร้านที่ไม่อร่อยเขียนว่า     รสชาติดี     เราจะเข้าร้านไหน      เราจะมองว่า รสชาด ไม่ใช่ รสชาติ    ก็เลยไม่มีความรู้สึกว่าอร่อยอย่างนั้นหรือ     ก็หาไม่      เราก็ต้องเลือกร้านที่อร่อยกว่าอยู่ดี    ดังนั้นเนื้อหาจึงสำคัญกว่าเปลือกนอก
 



 
ท่านผู้อ่านอาจจะเริ่มต่อว่าผมว่าเป็นตัวสนับสนุนทำให้ภาษาวิบัติ   แต่ผมว่าภาษามันมีวิวัฒนาการของมันตามสมัยนิยม   อย่างเมื่อร้อยปีก่อนเราเขียนว่า   เปน   ซึ่งแปลว่า เป็น    ตอนนั้นเวลาคนใส่ไม้ไต่คู้ก็ถูกหาว่าภาษาวิบัติ แต่ตอนนี้ใครลองไม่ใส่ก็จะถูกหาว่าภาษาโบราณ  
 
 



เด็กจะสามารถบอกได้ทันทีว่า เป็น นั้นถูกต้อง แต่ เปน นั้นไม่ถูก เหตุที่เขาแยกได้เพราะเขาต้องเอาไปตอบข้อสอบ ถ้าตอบผิดก็คือศูนย์คะแนน ตอบถูกหนึ่งคะแนน   เขาถึงต้องจริงจังว่าอะไรถูกอะไรไม่ถูก   แต่ผู้ใหญ่ไม่ต้องสอบอีกแล้ว ใครจะเขียน เปน หรือ เป็น ก็เข้าใจได้ว่าเป็นความหมายเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นมาบอกว่าผิด   แค่บอกว่าเป็นภาษาโบราณ
 
 



การที่จะทำให้เด็กเข้าใจได้ว่าเขียนได้ทั้งสองอย่างเพราะความหมายเดียวกัน ก็ต้องไปบอกให้ครูให้คะแนนหากเขียนตอบข้อสอบว่าเปน อาจจะให้คะแนนบางส่วน แต่ไม่ใช่ศูนย์คะแนน     ซึ่งครูก็บอกว่าแก้ไม่ได้ เพราะต้อง เป็น เท่านั้นถึงจะถูก   เด็กของเราก็เลยต้องพยายามจำว่า เป็น   ไม่ใช่ เปน   และพยายามท้วงติงคนอื่น ๆ ที่ยังเขียนว่า เปน อยู่ โดยที่ไม่ได้มองในบริบทว่าผู้เขียนอาจจะต้องการล้อสำนวนโบราณหรือพยายามสร้างบรรยากาศให้เป็นแบบโบราณในงานเขียนของเขา
 
 



อย่างไรก็ตาม ถ้าเราสามารถเขียนอ่านได้ถูกต้องตามแบบแผนก็ย่อมจะสื่อสารได้ดีและให้ความหมายที่ชัดเจน   นั่นก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด    คนก็จะเรียกว่ามีการศึกษา หรือเป็นสิ่งที่เขียนว่าบัน-ทิด แต่อ่านว่า บัน-ดิด
 
 



สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากโยงไปถึงคือเศรษฐมิติ    มันมาเกี่ยวกันได้อย่างไร     ในวงการเศรษฐมิติถือว่าเรื่องที่ทำเศรษฐมิติไม่ถูกก็จะกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีความหมาย   นั่นคือ ถ้าทำเศรษฐมิติไม่ถูกแล้วผลการศึกษาก็จะไม่มีความหมาย     ผมถือว่าเป็นคำขู่ที่ได้ผลสำหรับผู้เชี่ยวชาญในวงการนี้ที่บังคับให้เราต้องเรียนวิชานี้อย่างหนักตลอดชีวิต      ทำไมต้องตลอดชีวิต     เพราะสิ่งที่ถูกเมื่อวานอาจจะไม่ถูกสำหรับวันนี้      ยกตัวอย่างเช่น    แบบจำลองที่เรียกว่า Heckman selection model ทำให้คนที่คิดนั้นถึงกับได้รับรางวัลโนเบล     แต่มาวันนี้บอกว่าวิธีนี้ไม่ถูกต้องไปทั้งหมด   ตกลงจะให้เราทำอย่างไรนอกจากเรียนตลอดชีวิต
 




ไม่มีใครทำเศรษฐมิติถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะวิธีที่ว่าถูกก็คือไม่ถูก   ยกตัวอย่างอีกว่า แบบจำลองที่เรียกว่า IV regression อาจจะใช้แก้ปัญหา Endogeneity ได้ แต่ทำให้ Variance ใหญ่กว่าที่ควรจะเป็น   แล้วแบบนี้จะเรียกว่าถูกได้อย่างไร  
 




สิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่ในเศรษฐมิติก็คือ   การแลกกันระหว่างเรื่องบางเรื่อง เช่น   การไม่มีปัญหา Endogeneity กับขนาดของ Variance      ไม่มีอะไรเปอร์เฟ็คในโลกที่จะมีทุกอย่างดี ๆ รวมกันอยู่ในสิ่ง ๆ เดียว  จนมีคำกล่าวว่าความเป็นธรรมชาติก็คือความไม่เปอร์เฟ็ค   ไอน์สไตน์ก็กล่าวว่า กฎทางคณิตศาสตร์ที่สะท้อนความเป็นธรรมชาติย่อมไม่เปอร์เฟ็ค   หากว่ามันเปอร์เฟ็คก็แสดงว่ามันต้องสมมติเงื่อนไขอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่ความจริงตามธรรมชาติ
 
 
 

 
ศิลปะของการทำเศรษฐมิติคือการทำด้วยหลาย ๆ วิธีแล้วมาเปรียบเทียบผลกัน      ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะมีวิธีที่ทำมันได้ในเวลานั้น   และเท่าที่จะมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์เอื้อให้ทำ    ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยไม่ยอมทำในสิ่งที่ควรจะทำ     แต่ก็ไม่ใช่หมกมุ่นจริงจังเกินไปกับเรื่องที่ไม่เปอร์เฟ็คของแบบจำลองซึ่งเกินกำลังที่เราจะแก้ได้    ถ้าเราจะแก้มันได้   นักปราชญ๋อย่างเก๊าส์ (Gauss) ซึ่งเก่งกว่าเรามาก   ก็คงจะหาวิธีทำให้แบบจำลอง OLS  เปอร์เฟ็คได้ตั้งแต่  200 ปีก่อนไปแล้ว    มาจนถึงวันนี้  OLS  ก็ยังไม่เปอร์เฟ็ค
 




 
อย่าไปคิดอะไรมาก   ลองดูตัวอย่างนี้ว่า   ข้อมูลชุดเดียวกันทดสอบด้วยสถิตินอนพาราเมทริก 5 แบบ ยังให้ผลออกมาไม่เหมือนกัน จนต้องอาศัยวิธีการประชาธิปไตย คือ พวกมากลากไปเป็นตัวตัดสิน เช่น 3 ต่อ 2 เป็นต้น นี่ก็คือการหาทางออก
 
 



ความเป็นเด็กก็คือบอกว่า ถ้าวิธีใดวิธีหนึ่งให้ผลออกมาขัดแย้ง ย่อมไม่ถูก   แต่ความเป็นผู้ใหญ่ก็คือ ถ้ามันมีแนวโน้มจะไปทางไหนมากกว่าก็ถือว่าทางนั้นถูก   ซึ่งเด็กก็รับไม่ได้เพราะมันไม่ถูก     แต่ผู้ใหญ่ก็รับการตัดสินของเด็กแบบที่ต้องถูกทั้งหมดไม่ได้   เพราะมันไม่มี   ในธรรมชาติมันไม่มี   และมันไม่เคยมีความเปอร์เฟ็คอย่างนั้น    ในเมื่อมันไม่มีก็ไม่ได้ข้อสรุปว่าทางนโยบายว่าเราควรจะทำอะไร   เราก็ทำอะไรต่อไปไม่ได้   แล้วถ้าเราทำอะไรไม่ได้ ผู้ใหญ่ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากเด็ก
 




 
ถ้าร้านอาหารทุกร้านเขียนว่า
 


อาหารร้านนี้รสชาดดี    กินแล้วเท่ห์    ร่างกายได้สมดุลย์    ทำให้เรามีพลังที่จะไปมันส์กันต่อไป
 
 





หากคนมัวแต่ตั้งข้อสังเกตว่ามันสะกดผิดมากมาย แล้วก็มัวแต่บอกว่ามันไม่ถูก ทำให้ไม่มีความรู้สึกอยากจะรับประทานอาหารในร้าน    เราก็ไม่ต้องกินอะไรกันแล้ว   ดังนั้นบางทีเราต้องหลับหูหลับตาปล่อยให้มันผ่าน ๆ ไป   โดยมุ่งไปที่ใจความและสาระมากกว่าสิ่งภายนอกอื่นใด
 




 

 











 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ