Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home ข้ามสาขา ภาษาและวัฒนธรรมเยอรมัน คำบอกเล่าของเพื่อนชาวเยอรมันตะวันออก
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















คำบอกเล่าของเพื่อนชาวเยอรมันตะวันออก Print E-mail
คมสัน สุริยะ
22 ธันวาคม 2552
 



 
ช่วงเทศกาลคริสต์มาสนี้เพื่อน ๆ ชาวเยอรมันของผมต่างกลับบ้านไปหาครอบครัวกันหมด ผมเลยได้โอกาสถามว่าใครอยู่บ้านไหนกันบ้าง   ก็ได้ทราบว่านิโคลมีบ้านอยู่ที่เมืองเคมนิส (Chemnitz) และเกิดที่เดรสเดน (Dresden) ซึ่งเป็นเยอรมันตะวันออกเดิม และเธอมีชีวิตอยู่ที่นั่นก่อนที่กำแพงเบอร์ลินจะล่มสลาย ผมจึงสนใจถามถึงสภาพความเป็นอยู่ของชาวเยอรมันตะวันออกจากเธอ
 
 


วันที่กำแพงเบอร์ลินล่มสลายนั้น พ่อกับแม่ของนิโคลรีบมาปลุกให้เธอตื่นพร้อมทั้งรีบหอบกระเป๋าเสื้อผ้าที่จัดเตรียมไว้หลายสัปดาห์แล้ว  เพื่อเร่งเดินทางเข้าไปยังเยอรมันตะวันตกไปหาครอบครัวคนรู้จักที่อยู่ทางนั้น   เหตุการณ์ค่อนข้างฉุกละหุกเพราะไม่มีใครสามารถแน่ใจอะไรได้เลยว่าด่านพรมแดนจะเปิดอีกนานเท่าใด   อีกทั้งแม่ของเธอถูกขึ้นบัญชีดำจากรัฐบาล   เพราะตอนเป็นสาวเคยคิดหลบหนีออกจากประเทศแต่ถูกจับได้    ครอบครัวของเธอกลัวว่าหากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้จบลงไม่ดี     พวกเขาอาจจะถูก ?กวาดล้าง?      ดังนั้นเมื่อสบโอกาสจึงต้องรีบเดินทางออกนอกประเทศให้เร็วที่สุด   ขณะนั้นนิโคลอายุได้เพียง 8 ขวบ
 
 


ก่อนหน้านั้นเยอรมันตะวันออกเป็นดินแดนที่ปกครองอย่างเคร่งครัด    แต่ละครัวเรือนห้ามดูรายการโทรทัศน์ของโลกตะวันตก    ในโรงเรียนครูจะเล่นเกมส์กับเด็ก ๆ เพื่อหลอกถามว่ามีใครรู้ข่าวจากโทรทัศน์ไหม    ปรากฎว่าน้องชายของนิโคลพลาดดันไปตอบว่ารู้เรื่องนั้น    ครูไม่เอาโทษเด็ก    แต่ระบุชื่อของพ่อแม่เด็กไว้ว่าแอบดูโทรทัศน์และส่งคนมาเตือนที่บ้าน     นิโคลเล่าว่าในโรงเรียนมีสายของทางการเต็มไปหมด    แม้แต่เพื่อนของเธอ    หนึ่งในนั้นย่อมเป็นคนที่ทางการใช้ให้เป็นสายลับปะปนเข้ามาด้วย
 
 
 

อัตราการเกิดอาชญากรรมเกือบเท่ากับศูนย์     เพราะไม่มีใครรอดพ้นสายตาของรัฐ    เนื่องจากรัฐจ้างสายลับจำนวนมากอยู่ทั่วหัวระแหง     บรรดาสายลับเหล่านี้คือกลุ่มหนึ่งที่ต้องตกงานหลังจากการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน     พวกเขาถูกบังคับให้มารายงานตัวต่อรัฐบาลใหม่ว่าเคยทำงานเป็นสายลับจึงจะได้รับเงินช่วยเหลือ     ความจริงจึงได้ปรากฎ


 

ระบบเศรษฐกิจของเยอรมันตะวันออกเป็นแบบสั่งการจากส่วนกลาง     การผลิตสินค้าทุกอย่างมีแผนที่วางไว้ล่วงหน้าห้าปี     สินค้ามีเพียงไม่กี่แบบ เช่น เครื่องซักผ้ามีสามรุ่น เสื้อผ้ามีห้าแบบ     การวางแผนล่วงหน้าถึงห้าปีทำให้สินค้าหลาย ๆ อย่างล้าสมัย     นอกจากนั้นปริมาณการผลิตก็มักจะไม่เพียงพอกับความต้องการ     เนื่องจากการคำนวณที่ผิดพลาดอยู่ตลอดเวลา
 
 


เงินแทบจะซื้ออะไรไม่ได้เพราะไม่มีสินค้าตามท้องตลาด    หากใครต้องการอะไรก็มักจะใช้วิธีแลกของต่อของ    หากเราขอซื้อด้วยเงินเขาจะไม่เอาเพราะไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร      เขาจะมาดูว่าเรามีอะไรที่เขาอยากได้แล้วก็แลกกัน   เช่น   โทรทัศน์แลกกับตู้เย็น      เมื่อเงินไม่มีความหมายแต่สินค้ามีความหมายมากกว่า      ทำให้เมื่อได้เงินมาทุกครอบครัวก็จะรีบเอาไปซื้อสินค้าอะไรก็ได้ที่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ง่าย  เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และโทรทัศน์      บางบ้านมีสินค้าเหล่านี้มากกว่าสิบชิ้นและเก็บไว้เฉย ๆ ไม่ได้ใช้    เพียงเพราะต้องการใช้เป็นเครื่องแลกเปลี่ยนกับสินค้าอย่างอื่นที่เพื่อนบ้านมี       การสะสมสินค้าเช่นนี้ยิ่งทำให้เกิดสภาพความขาดแคลนสินค้าในท้องตลาดหนักขึ้นไปอีก     เพราะคนแย่งกันซื้อมากกว่าที่รัฐบาลคิดว่าจำเป็นต้องใช้
 
 


ในขณะนั้นประเทศเยอรมันตะวันออกมีคนน้อยคือเพียงประมาณ 25 ล้านคน     เนื่องจากคนจำนวนมากพากันหลบหนีออกนอกประเทศ     ทำให้คนที่เหลืออยู่ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อผลิตสินค้าให้ทันกับความต้องการ       เด็กอายุเพียงสองปีก็ต้องเข้าโรงเรียนอนุบาลแล้วเพื่อให้แม่ออกไปทำงานนอกบ้าน    ต่างจากเยอรมันตะวันตกที่เน้นให้แม่อยู่บ้านเลี้ยงลูกได้นานถึงสามปี    ผลก็คือคุณภาพของคนรุ่นใหม่ต่างกัน
 
 

 
การพัฒนาเทคโนโลยีทางอุตสาหกรรมแทบจะเรียกว่าไม่มีเลย     อุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นหลายสิบปี อีกทั้งก่อมลพิษมาก     ความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกต่ำ    แต่เยอรมันตะวันออกก็ไม่สนใจอยู่แล้วเพราะปิดพรมแดนทุกด้านแม้แต่ด้านที่ติดกับยุโรปตะวันออก     ไม่มีการนำเข้าและไม่มีการส่งออก     สินค้าทุกอย่างผลิตเพื่อคนในประเทศเท่านั้น
 
 


เมื่อเยอรมันรวมประเทศ     อุตสาหกรรมที่ก่อมลภาวะเหล่านี้เป็นลำดับแรก ๆ ที่ถูกปิด    ทั้งด้วยเหตุผลของมลภาวะที่ก่อขึ้น    และด้วยว่ามันไม่สามารถแข่งขันกับใครได้    การปิดอุตสาหกรรมเหล่านี้ส่งผลให้ประเทศเยอรมันโดยภาพรวมมีระดับของมลภาวะลดลงอย่างมาก     ซึ่งเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศในเชิงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
 



แต่หากถามคนจำนวนหนึ่งที่ต้องตกงานเพราะโรงงานที่ทำการผลิตแบบดั้งเดิมถูกปิดลง    พวกเขาเหล่านี้ได้รับการศึกษาที่ไม่ทันสมัย    และไม่มีการฝึกอบรมฝีมือสำหรับการทำงานอย่างอื่น      ทำให้ไม่สามารถสมัครเข้าทำงานแบบใหม่ ๆ ที่เข้ามาแทนที่      ผลก็คือหลายคนตกงานมามากกว่า 15 ปีแล้ว    และคนเหล่านี้จะบอกว่าอยากให้ประเทศกลับไปเป็นเยอรมันตะวันออกเหมือนเดิม    เพราะอัตราการว่างงานเท่ากับศูนย์ แปลว่าไม่มีคนตกงานแม้แต่คนเดียว



 
กระแสข่าวการรวมประเทศซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน    ก่อให้เกิดกระแสความตื่นเต้นขึ้นทุกหย่อมหญ้าในเยอรมันตะวันออก      รัฐบาลเยอรมันตะวันออกขณะนั้นแทบจะต่อต้านเรื่องนี้ไม่ได้ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากเสียอำนาจการปกครอง    แต่ในเมื่อประชาชนเรียกร้องขนาดนั้นจนเสียการปกครองไปแล้ว    อีกทั้งสหภาพโซเวียตโดยประธานาธิบดีมิคาอิล กอร์บาชอฟ    ก็ไม่ว่าอะไรและดูเหมือนจะเห็นดีเห็นงามไปด้วย    สุดท้ายก็ลงเอยที่การรวมกันเป็นประเทศเยอรมันอีกครั้งหนึ่ง
 
 


เมื่อประเทศเยอรมันตะวันออกไม่มีอีกต่อไป     สินค้าจากในโทรทัศน์ก็ทะลักเข้าไปในดินแดนที่เปิดใหม่นี้     นิโคลเล่าว่าเป็นครั้งแรกที่เธอได้ดื่ม โคคาโคล่า และทานแฮมเบอร์เกอร์ แมคโดนัลด์    ซึ่งแต่เดิมเคยแอบเห็นแต่ในโทรทัศน์เท่านั้น     นอกจากนั้นสินค้าก็มีหลากหลายรุ่นมากขึ้น     อะไรที่ไม่เคยใช้ก็ได้ใช้
 
 


การลงทุนไหลทะลักเข้าไปยังเยอรมันตะวันออกด้วยเช่นกัน    มีการก่อสร้างใหม่ ๆ      พ่อของนิโคลเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง    ก็ได้รับอานิสงค์จากการลงทุนของชาวเยอรมันตะวันตกที่มองว่าดินแดนตะวันออกเป็นโอกาสใหม่   แต่ทุนนิยมไม่ได้มีแต่ด้านดี  เพราะเมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในปี พ.ศ. 2540  (วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง) งานก่อสร้างลดปริมาณลงมากจนส่งผลให้พ่อของนิโคลล้มละลาย   แต่ต่อมาก็ได้งานใหม่ทำ




นิโคลสารภาพว่าเธอคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เหมือนกับฝันไปที่กำแพงเหล็กที่คั่นระหว่างเธอกับโลกตะวันตกได้เปิดออก    และเธอได้มีชีวิตที่มีอิสระที่จะคิด พูด และทำ     อีกทั้งไม่ต้องระแวงว่าใครจะมา ?กำจัด? หากพูดหรือทำในสิ่งที่ถูกกล่าวหาว่าต่อต้านรัฐบาล    เยอรมันในปัจจุบันเป็นประเทศเสรีที่ไม่ว่าใครก็มีเสรีภาพได้มากเท่าที่จะไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน     และมีโอกาสพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้อย่างไม่มีขีดจำกัดตามใจปรารถนา
 



นิโคลเลือกที่จะเดินทางท่องไปยังดินแดนใหม่ที่เธอสนใจ  เช่น  อุรุกวัย และอาร์เจนติน่า  น้องชายไปอยู่อังกฤษ   แถมเธอได้แฟนเป็นคนอิสราเอล   ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นเรื่องต้องห้ามหากเธอยังต้องเป็นคนเยอรมันตะวันออกอยู่เหมือนเดิม   ไม่มีการเดินทางออกนอกประเทศ   ไม่มีการท่องเที่ยว    ไม่มีการแต่งงานข้ามพรมแดน   และไม่มีใครได้อ่าน  Tourismlogistics.com







 
 
 




 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ