Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home เคล็ดลับวิจัย วิจัยเกินกว่าในตำรา ขั้นที่ 3: ความเชื่อเดิมในเรื่องนี้เป็นอย่างไร
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















ขั้นที่ 3: ความเชื่อเดิมในเรื่องนี้เป็นอย่างไร Print E-mail
คมสัน สุริยะ
10 พฤศจิกายน 2552
 
 
ทุก ๆ เรื่องมีธรรมชาติของมัน มนุษย์เราสะสมความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ มาเป็นเวลานาน ความเชื่อมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตและการตัดสินใจของเรา เช่น หากเราเชื่อว่าโดยธรรมชาติแล้วโลกแบน  เราก็จะไม่กล้าล่องเรือจากยุโรปไปทางตะวันตก   แต่ถ้าเราเชื่อว่าโลกกลม เราก็จะลองล่องเรือไปตามเส้นทางนั้นดูแล้วคิดว่าน่าจะพบอินเดีย
 
 
พระพุทธเจ้าสอนว่าให้แก้ปัญหาที่สาเหตุ   ความเชื่อว่าอะไรคือสาเหตุของปัญหาจึงสำคัญมาก เพราะถ้าเชื่อถูกก็แก้ถูก ถ้าเชื่อผิดก็แก้ไม่ได้สักที เช่น เชื่อว่าการศึกษาไทยไม่ได้ผลเพราะนักเรียนไม่ถามคำถามในชั้นเรียน   เราก็เลยบังคับให้นักเรียนถามคำถาม ซึ่งไม่เข้ากับธรรมชาติของวัฒนธรรมไทย ผลก็คือเกิดความอึดอัดทั้งครูและนักเรียน เพราะนักเรียนก็ไม่รู้จะถามอะไร และคำถามที่ออกมาก็แสดงความก้าวร้าวต่อครู   การศึกษาไทยก็ยังไม่ได้ผลอยู่ดี
 
 
ถ้าเราคิดว่าห้องเรียนเงียบ ๆ นั้นเกิดจากวัฒนธรรมความอ่อนน้อมต่อครูก็ดีอยู่แล้ว   แต่สาเหตุที่ทำให้การศึกษาไม่ได้ผลเพราะการศึกษาบังคับให้ท่องจำมากกว่าคิด   หากเราเชื่อว่าตรงนี้น่าจะถูกต้องมากกว่า เราก็จะพยายามลดเนื้อหาให้นักเรียนจำลง แล้วเพิ่มเนื้อหาให้นักเรียนคิดมากขึ้น กิจกรรมประเภทลับสมองแต่อยู่ในกรอบที่จะไปสู่ข้อสรุปที่เป็นองค์ความรู้ในท้ายที่สุด
 
 

ตัวอย่าง



จากตัวอย่างการพยายามทำวิจัยเรื่อง ?ทัศนคติของคนในเขตเทศบาลที่มีต่อระบบขนส่งมวลชน?   เราก็ต้องดูก่อนว่าเคยมีความเชื่อกันว่าปัญหาของระบบขนส่งมวลชนคืออะไร    ความเชื่อที่ชัดเจนมากในเรื่องนี้ก็คือใครทำขนส่งมวลชนก็ต้องเจ๊ง   และมีความเชื่ออีกว่าสาเหตุที่ทำให้เจ๊ง เช่น
 
1. การเก็บค่าโดยสารแพงเกินไป ผู้คนไม่สามารถจ่ายได้
2. เส้นทางการเดินรถไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้โดยสาร
3. เส้นทางอ้อมไปอ้อมมาทำให้เสียเวลา ผู้โดยสารเบื่อหน่าย 
4. เส้นทางทับกับขนส่งมวลชนประเภทอื่นทำให้เกิดการแข่งขันแย่งผู้โดยสารกัน
5. ใช้เส้นทางที่รถติด ทำให้เกิดคอขวด ทำให้รถล่าช้า และวิ่งมาติดกันอยู่สามสี่คัน ก็เลยแย่งผู้โดยสารกันเอง   เป็นต้น
 

 
ความเชื่อเหล่านี้จริงหรือไม่จริงเราก็ไม่ทราบได้เพราะเราไม่ได้ทำธุรกิจขนส่งมวลชนมาก่อน เราจึงต้องสำรวจข้อมูล   จากนั้นเราก็ต้องคิดว่าถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เราจะแก้ไขอย่างไร
 

1. เรื่องค่าโดยสาร เรามีความเชื่อเรื่องกฏของอุปสงค์  ว่าหากลดราคาแล้วปริมาณผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้น แล้วหากบริการนั้นมีค่าความยืดหยุ่นต่ออุปสงค์ต่อราคามากกว่า 1 การลดราคาจะทำให้ได้รายได้สูงขึ้น    มันเป็นอย่างนั้นไหม ลองทดสอบดูซิ
 

2. เรื่องเส้นทางการเดินรถ   เคยมีใครไปสำรวจเป็นจริงเป็นจังไหมว่าผู้โดยสารขึ้นที่ป้ายไหนแล้วลงที่ป้ายไหนกี่คน   ที่เมืองบอนน์ ประเทศเยอรมนี ผมเห็นมีการสำรวจกันเป็นประจำโดยเจ้าหน้าที่ของบริษัทรถเมล์   นอกจากนั้นจุดไหนที่รถเมล์ไม่เคยผ่าน เราเคยไปสำรวจไหมว่าผู้คนย่านนั้นต้องการขึ้นรถเมล์ไหม   หากต้องการเขาจะขึ้นไปลงที่ไหน   มีกี่คน
 

3. เรื่องเส้นทางอ้อมไปอ้อมมา   เคยมีคนถามผู้โดยสารไหมว่ามีความยินดีที่จะเสียเวลากี่นาที (Willingness to lose the time) เพื่อเดินทางจากจุดนี้ไปยังจุดนี้   แล้วลองเปรียบเทียบกับการใช้ยานพาหนะอย่างอื่นดู   เทียบราคากันดู   แล้วคิดออกมาว่าเราควรทำให้เส้นทางสั้นลงไหม หากทำอย่างนั้นจะมีคนหันมาใช้บริการของเราเพิ่มขึ้นสักกี่เปอร์เซ็นต์   คิดเป็นกี่คนต่อวัน
 

4. การทับกับเส้นทางของระบบขนส่งประเภทอื่น ให้สำรวจว่าจริงไหม ทับกับใคร ทับบางส่วนหรือทั้งหมด ราคาต่างกันไหม ใครได้เปรียบในการแข่งขัน เรามีความเชื่อเรื่องเกมส์ที่ตกลงกันได้ (Cooperative Game) ซึ่งกล่าวว่าหากตกลงกันได้ที่จะแบ่งกันคนละเส้นทางแล้วอาจะ Win-Win ทั้งคู่   มันจะเป็นอย่างนั้นไหม   แล้วกำไรของแต่ละฝ่ายจะเพิ่มขึ้นเท่าไร 
 

5. เส้นทางที่รถติดมาก   รถติดเวลาไหน รายได้ต่อรถเมล์หนึ่งคันลดลงกี่เปอร์เซ็นต์   ช่วงเวลานั้นเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นได้ไหม   รถเมล์ในเยอรมันจะมีเส้นทางการเดินรถในแต่ละเวลาไม่เหมือนกัน เราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างให้เหมือนกันทุกเวลา   หากเลี่ยงได้เราก็เลี่ยง   แล้วคำนวณออกมาว่าเราจะได้รายได้เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์
 
 

สรุป


โดยสรุปแล้ว ทุกอย่างมีความเชื่อเดิมอยู่    ทั้งความเชื่อเรื่องปัญหาคืออะไร และความเชื่อว่าอะไรคือสาเหตุของปัญหา เราจะต้องสำรวจดูว่าความเชื่อเหล่านั้นเป็นจริงไหม 
 

นอกจากนั้น เราอาจจะใช้ความเชื่อทางทฤษฎีมาช่วยแก้ไขปัญหา เช่น ความเชื่อเรื่องกฏของอุปสงค์  ความเชื่อเรื่องความยินดีที่จะเสียเวลา   และความเชื่อเรื่องเกมส์ที่ตกลงกันได้   เป็นต้น
 

ยิ่งเรารู้ว่ามีความเชื่อพวกนี้อยู่มากเท่าใด งานของเราก็ทำอะไรได้เยอะขึ้นมากเท่านั้น   นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องเรียนทฤษฎีเศรษฐศาสตร์อย่างมากมาย เพราะว่าเรามีความเชื่อในเรื่องต่าง ๆ อยู่แล้วเป็นจำนวนมาก ความเชื่อเหล่านั้นอาจจะผิดหรือถูก ใช้ได้หรือใช้ไม่ได้กับบริบทของเมืองไทย ก็เป็นสิ่งที่รอการพิสูจน์  
 
 

เพราะแม้แต่ความเชื่อเรื่องโลกแบนก็ยังผิดกันได้
 
 
 

ขั้นต่อไป  เราต้องเล่าได้ว่างานของเราทำเรื่องอะไร  ทำไมถึงทำ  ทำแล้วจะได้ Critical Information อะไรออกมา 
ถ้าเล่าได้ก็จะเริ่มเข้าเค้าว่าจะเป็นนักวิจัยกับเขาได้แล้ว  อ่านต่อได้ในตอนที่ 4


Link



 
กลับสู่สารบัญ  ซีรีย์ทำวิจัยเป็นใน 45 ชั่วโมง



 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ