Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home ทางข้างหน้า Zentenzer การเพิ่มมูลค่าให้ข้อมูล คือ หัวใจของการศึกษาเศรษฐศาสตร์วันพรุ่งนี้
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















การเพิ่มมูลค่าให้ข้อมูล คือ หัวใจของการศึกษาเศรษฐศาสตร์วันพรุ่งนี้ Print E-mail
คมสัน สุริยะ
23 ตุลาคม 2552
 
 
 
วันนี้ผมไปเดินตลาดในเมืองเกิร์ทธิงเก้นเห็นป้ายเขียนติดว่า ?วันนี้ก็คือพรุ่งนี้ที่คุณกลัวเมื่อวาน? ตอนแรกก็ไม่เข้าใจ อ่านไปอ่านมาสักพักก็เข้าใจว่าเมื่อวานเรากลัวว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น แล้ววันที่เรากลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นนั้นก็มาถึงแล้วคือวันนี้
 
 

วันที่ผมกลัวว่าจะต้องมาถึงคือวันที่ผมต้องเป็นคนคิดว่าคณะเศรษฐศาสตร์จะเดินไปทางไหนดี   ตอนนี้มีผู้ใหญ่ในคณะฯ เป็นคนคิดผมก็เลยไม่ต้องคิด แต่ต่อไปเราอาจจะต้องได้ช่วยกันคิด ผมก็เลยว่าจะคิดวันนี้เลยดีกว่า
 

 
อาจารย์มิ่งสรรพ์เคยกล่าวว่าสถาบันวิจัยจะแข่งขันได้ขึ้นอยู่กับฐานข้อมูล   ตอนนั้นผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจและไม่เห็นความสำคัญเท่าไร   แต่เมื่ออาจารย์เคเซ่อร์ลูกศิษย์ของอาจารย์เซลเท่นที่ได้รางวัลโนเบลพร้อมกับจอห์นแนชในปี ค.ศ. 1994 มาแอบบอกผมว่าที่เกิร์ทธิงเก้นเขากำลังจะทำอะไร ทำให้ผมตระหนักขึ้นมาทันทีว่าการเพิ่มมูลค่าข้อมูลเป็นหัวใจของการศึกษาเศรษฐศาสตร์สำหรับวันพรุ่งนี้ (อ่านรายละเอียดเรื่องที่ผมได้ยินมาในเรื่อง ได้เรียนกับลูกศิษย์นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล)
 
 

อาจารย์ไกรศรก็บอกผมหลายครั้งแล้วว่าธุรกิจสมัยใหม่เอาชนะธุรกิจแบบดั้งเดิมด้วยฐานข้อมูลลูกค้าที่ดีกว่า   ช่วงที่ผมได้เรียนกับอาจารย์ไกรศรนั้นผมเลยสนใจเรื่องการทำเหมืองข้อมูล (Data mining) เป็นพิเศษ   ในที่สุดก็ได้ไปทำวิจัยที่ออสเตรีย แต่เมื่อต้องเบนมาเรียนปริญญาเอกในเยอรมันก็เลยไม่ค่อยได้จับ


 
อาจารย์ทรงศักดิ์พยายามสร้างศูนย์ข้อมูลเศรษฐกิจที่รับข้อมูลแบบนาทีต่อนาที (Real time) ขึ้นมาก็เพื่อต้องการให้เรามีฐานข้อมูลที่เหนือกว่ามหาวิทยาลัยอื่น ซึ่งเท่าที่ทราบก็มีเฉพาะมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเท่านั้นที่มีฐานข้อมูลนี้
 

 
อาจารย์ลือชัยก็เคยสอนว่าถ้าต้องการทำวิจัยให้ชนะที่อื่นก็จำเป็นต้องเก็บข้อมูลในภูมิภาคของตัวเองให้ละเอียดและต่อเนื่อง   การที่จะหวังว่าจะใช้ข้อมูลจากส่วนกลางแล้วผลิตงานวิจัยที่ดีกว่ามหาวิทยาลัยในส่วนกลางนั้นยาก เราจึงต้องมีฐานข้อมูลของเราเอง
 

 
ผมได้เห็นพัฒนาการของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาตั้งแต่เมื่อ 16 ปีที่แล้ว ทำให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในเรื่องการสร้างฐานข้อมูล   เรามีฐานข้อมูลที่ทันสมัยและในหลายสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐศาสตร์การเงิน และเศรษฐศาสตร์การพัฒนา  ผมจึงเห็นว่างานต่อไปสำหรับ 10 ปีข้างหน้าคือการหาวิธีเพิ่มมูลค่าให้กับข้อมูลเหล่านั้น
 
 

การจะเพิ่มมูลค่าให้กับข้อมูลนั้นจะทำอย่างไรก็เป็นสูตรของแต่ละมหาวิทยาลัย แต่จะทำไม่ได้เลยถ้าไม่คิดจะทำ 
 
 

ผมย้อนกลับมามองการเรียนการสอนของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกิร์ทธิงเก้น เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้สอนให้นักศึกษาเรียนไปเรื่อย ๆ อย่างเดียว แต่เรียนอย่างมีจุดหมายคือจะใช้วิชานั้นทำอะไรบางอย่างกับข้อมูลที่มีอยู่แล้ว   นักศึกษาบางคนถึงกับสามารถหาจุดอ่อนของข้อมูลที่สหประชาชาติ (UNDP) ตีพิมพ์มาเป็นสิบปีได้ซึ่งแม้แต่นักวิชาการในสหประชาชาติก็ไม่เคยรู้มาก่อน 
 

 
วิชาเศรษฐศาสตร์สวัสดิการ (Welfare economics) จัดว่าเป็นวิชาในกลุ่มที่ชื่อฟังแล้วไม่น่าเรียนที่สุด เพราะเรียนไปแล้วจะเอาไปทำมาหากินอะไร แต่ที่เกิร์ทธิงเก้นเน้นให้นักศึกษาเอาหลักวิชาลงไปจับกับข้อมูล แล้วให้ใช้ข้อมูลนั้นคำนวณเรื่องความกินดีอยู่ดีของประชาชนทั่วโลกออกมา   เมื่อนักศึกษาทำได้ก็จะเกิดประโยชน์สองอย่าง อย่างแรกคือมีผลงานตีพิมพ์ (Publication) เพิ่มเติมให้คณะฯ และอย่างที่สองคือ นักศึกษาของเกิร์ทธิงเก้นขายดีในองค์การนานาชาติ เช่น สหประชาชาติ เพราะหน่วยงานดังกล่าวสนใจเรื่องพวกนี้แต่ไม่มีนักศึกษาจากที่อื่นทำเป็น   เขาก็ต้องจ้างเราเพราะเราทำเป็นอยู่แล้ว
 

 
มหาวิทยาลัยเกิร์ทธิงเก้นเลยขึ้นป้ายไว้ว่า "การเรียนการสอนที่มีฐานมาจากการวิจัย (Research-based)  เป็นจุดขายของเรา"    นั่นก็คือวิสัยทัศน์ที่บอกให้ทั้งมหาวิทยาลัยได้รู้ว่า "เราจะไม่ตะบี้ตะบันให้นักศึกษาเรียนอย่างไม่มีจุดหมาย แต่เราพยายามจะให้พวกเขาเรียนโดยเน้นว่าจะใช้หลักวิชานั้นกับข้อมูลที่เรามีอยู่อย่างไร   เพื่อสร้างงานวิจัยใหม่" 
 

 
นักศึกษาก็มีความกระตือรือร้น เพราะในมือพวกเขามีข้อมูลบางอย่างที่สามารถใช้ได้ และในแต่ละชั้นเรียนก็จะได้รู้ว่าข้อมูลนั้นใช้ทำอะไรเพิ่มเติมได้บ้าง จะทำประโยชน์อะไรได้อีกบ้าง   ทำให้พวกเขาไม่เรียนทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ   
 
 

ผมไม่ได้มองว่าเกิร์ทธิงเก้นมีอะไรที่พิเศษกว่าที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ต่างหากที่กลับจะมีความพิเศษกว่าก็คือเป็นบ้านของผม   และในเมื่อวันหนึ่งผมต้องได้คิดว่าจะทำอย่างไรให้บ้านของผมดีขึ้น คนในบ้านมีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษา ผมจึงเห็นว่าเราจะต้องเน้นให้นักศึกษาเรียนแต่ละวิชาเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับฐานข้อมูลด้านการวิจัยที่เราสร้างไว้แล้วอย่างเข้มแข็งในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เรียนเพื่อสอบแล้วก็ทิ้งไป ซึ่งถ้าหากทำได้  ทั้งนักศึกษาและคณะฯ ก็จะได้ประโยชน์ร่วมกัน คือ นักศึกษามีความสุข และคณะฯ ก็ได้ผลงาน Win-Win ทั้งคู่
 
 

ถ้าผมเป็นอะไรไปก่อน ก็ขอให้คลื่นลูกหลังซึ่งแรงกว่าและตามมาติด ๆ ช่วยพาความคิดนี้ไปพัฒนาคณะฯ ด้วย จะขอบคุณมาก
 





 



 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ