Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home เพลิน คิดเพลิน ๆ ด๊อกเตอร์เขาทำตัวอย่างนี้กันเหรอ
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















ด๊อกเตอร์เขาทำตัวอย่างนี้กันเหรอ Print E-mail
คมสัน  สุริยะ
19  กันยายน 2552


ระบบการเรียนปริญญาเอกแบบยุโรปต่างจากแบบอเมริกาตรงที่งานวิทยานิพนธ์จะเป็นงานหลัก  ในขณะที่แบบอเมริกาจะเรียนคอร์สเวิร์คมากกว่ามากและทำวิทยานิพนธ์เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเท่านั้น  ซึ่งก็มีข้อดีกันไปคนละแบบซึ่งผมจะไม่ขอนำมาอภิปรายในบทความนี้  เพราะใครอยากเรียนแบบไหนก็แล้วแต่ชอบนะครับ   แต่ผมจะนำเสนอมุมมองของทางฝ่ายยุโรปให้ฟังโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องทัศนคติแปลก ๆ ของชาวเยอรมัน



ชาวเยอรมันเป็นชนชาติที่เคร่งครัด  มีวินัยและมีความรับผิดชอบสูง  ดังนั้นพวกเขาจึงคาดหวังกับคนอื่นรวมทั้งเราเหล่านักศึกษาต่างชาติไว้สูงตามไปด้วย  ทัศนคติหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ  บรรดานักศึกษาปริญญาเอกคือคนที่กำลังก้าวไปเป็นด๊อกเตอร์  จำเป็นต้องทำตัวให้สมกับเป็นด๊อกเตอร์ด้วย



เขาไม่คิดว่าใครสักคนที่ได้เป็นด๊อกเตอร์เกิดจากการ "เสกโดยอาจารย์" เพียงเมื่อสอบวิทยานิพนธ์ผ่าน  แล้วเมื่อได้เป็นแล้วก็จะไปทำมาหากินอะไรต่อก็สุดแล้วแต่ และอาจจะทิ้งสิ่งต่าง ๆ ที่ทำก่อนที่จะได้เป็นด๊อกเตอร์ไปจนหมดสิ้นแบบปลดเปลื้อง เช่น อาจจะไปเป็นกรรมการฟุตบอล  ค้าขาย หรือเล่นการเมือง     



แต่เขาคิดว่าใครสักคนที่จะได้เป็นด๊อกเตอร์เกิดจากการ "สร้างตัวเองทีละเล็กละน้อย" และเมื่อได้เป็นด๊อกเตอร์แล้วก็จะคงอาชีพการเป็นด๊อกเตอร์ต่อไป  เพราะก่อนการเป็นด๊อกเตอร์ถูกฝึกให้ทำตัวเหมือนกับว่าได้เป็นด๊อกเตอร์แล้ว  และขัดเกลาว่าคนที่เป็นด๊อกเตอร์เขาควรทำตัวอย่างไร 



งานที่อาชีพด๊อกเตอร์เขาทำกัน เช่น  การอ่านหนังสือมาก ๆ   การติดตามหาความจริงอย่างเป็นวิทยาศาสตร์   การขยันทำรายงาน  การเขียน Proposal   การ Present  การเปิดรับความคิดเห็นของผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์   และการมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่นำเสนอสู่สาธารณชน  เป็นต้น




เมื่อนักศึกษาปริญญาเอกคนไหนหย่อนยานก็มักจะโดนตำหนิว่า "คนเป็นด๊อกเตอร์เขาทำตัวกันอย่างนี้เหรอ"  ซึ่งถ้าใครย้อนว่า "ก็ผมยังไม่ได้เป็นด๊อกเตอร์นี่ครับ"  ต้องโดนสวนอีกว่า  "ยังงั้นก็ไม่ต้องเป็นจะดีกว่า  ไปทำมาหากินทางอื่นคงดีกว่า"




ก็จริงครับ  นักศึกษาปริญญาเอกจำนวนหนึ่งลาออกกลางคันเพราะเขาคิดว่าชีวิตการเป็นด๊อกเตอร์ไม่เหมาะกับเขา  เขาคิดว่าไปทำอย่างอื่นจะรุ่งกว่า   ส่วนคนที่ยังอยู่ก็เพราะว่าต้องการยึดอาชีพด๊อกเตอร์ต่อไป   และอาจารย์ทั้งหลายก็คาดหวังว่าคนเหล่านั้นก็จะทำงานวิจัยต่อไปหลังจากจบแล้ว  ซึ่งก็จะดีกับประเทศของเขาเพราะคนเหล่านี้จะเข้ามาทำงานในโครงการวิจัยต่าง ๆ ได้ทันทีเลยหลังจากจบ  เพราะเหมือนกับผลผลิตที่โตเต็มที่พร้อมใช้งานและมีพละกำลังที่อยู่ตัว   ไม่เหมือนกับระบบ "เสก" ซึ่งนักศึกษาอาจจะเหนื่อยและช้ำมามากจนไม่อยากทำวิจัยอีกเลยตลอดชีวิต



ดังนั้นเป้าหมายของการเรียนปริญญาเอกของที่นี่ไม่ได้อยู่ที่การจบ  แต่อยู่ที่การทำงานเสร็จและดี  เพราะการจบแล้วได้วุฒิไม่ใช่ประเด็นที่ใครสนใจ  แต่กลับอยู่ที่งานดีไหม   สังเกตได้ว่าคนที่จบมาแบบกระท่อนกระแท่นแล้วได้เกรดวิทยานิพนธ์ต่ำกว่า "Very Good"  จะหมดสิทธิ์ทำมาหากินทางวิชาการไปตลอดชีวิต  ทั้ง ๆ ทีก็ได้ด๊อกเตอร์เหมือนกัน 



ความคิดเช่นนี้ทำให้นักศึกษาปริญญาเอกไม่ใช่ว่าจะพยายามทำอะไรก็ได้ให้จบ  หรือแบบที่เรียกว่า Minimalism  คือให้น้อยที่สุดที่พอจะทำให้ตัวเองจบได้   แต่ต้องจบได้แบบแจ่มแจ๋ว  คือ  ไม่มีช่องว่างให้ใครตีได้  และยังได้ผลการศึกษาที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม  



ดังนั้นพวกเขาจะพยายามเรียนให้มากที่สุดในเรื่องที่ตัวเองต้องรู้   (ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้บังคับตามหลักสูตร)  สร้าง Connection กับผู้รู้       (ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่มีใครบังคับให้ต้องรู้จักกัน)   พยายามเอางานไปนำเสนอเพื่อจะได้รับ Feedback ก่อนที่จะโดนโจมตีจริงที่คณะ  (ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้บังคับว่าก่อนจบต้องเอาไปนำเสนอกี่ครั้ง)  หรือบางทีก็ต้องเขียน Proposal เพื่อขอทุนจากแหล่งภายนอกมหาวิทยาลัยเพื่อใช้ในการออกพื้นที่   ซึ่งลักษณะนิสัยและกิจกรรมเหล่านี้คือสิ่งที่ด๊อกเตอร์จริง ๆ เขาก็ทำกันเป็นปกติในอาชีพประจำวัน    



โดยสรุปแล้ว  การศึกษาปริญญาเอกในยุโรปโดยเฉพาะในเยอรมันเป็นการขัดเกลาคนธรรมดา ๆ คนหนึ่งให้ต้องมีลักษณะนิสัยและทำกิจกรรมที่คนเป็นด๊อกเตอร์จริง ๆ เขาทำกัน   จนกระทั้งสิ่งที่ทำเป็นกิจวัตรทั้งก่อนและหลังเป็นด๊อกเตอร์ไม่ต่างกัน  เหมือนกับปรับระดับน้ำสองฝั่งของประตูน้ำให้เท่ากันแล้วค่อยปล่อยเรือออกไป    อาจารย์จึงไม่ได้คาดหวังให้นักศึกษาปริญญาเอกเป็นด๊อกเตอร์เมื่อจบ  แต่คาดหวังให้เริ่มเป็นตั้งแต่วันนี้และวินาทีนี้   แล้วถ้าใครออกนอกลู่นอกทางก็จะต้องถามกันว่า  "ยังอยากเป็นด๊อกเตอร์อยู่หรือเปล่า" ซึ่งแปลว่าคุณกำลังเป็นด๊อกเตอร์อยู่นะ  ยังอยากจะเป็นต่อหรือเปล่า   ถ้าอยากเป็นต่อก็หัดทำตัวให้สมกับการเป็นด๊อกเตอร์หน่อย (ไม่ต้องคอยให้บอก)




ท้ายที่สุด  ผมอยากฝากข้อสังเกตเรื่องความแตกต่างระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา   ผมได้ยินจากเพื่อน ๆ จากประเทศกำลังพัฒนาประมาณกือบ 30 ชาติเท่าที่ได้สัมผัสมาบอกว่า  "เราจะจบหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าอาจารย์ที่ปรึกษาจะยอมให้จบไหม"   แต่ผมไม่เคยได้ยินอย่างเดียวกันจากเพื่อนชาวเยอรมัน  มีแต่ได้ยินว่า  "เราจะจบหรือไม่ขึ้นอยู่กับเราเอง"   ทำไมถึงแตกต่างกันอย่างนี้  ทั้ง ๆ ที่เรียนในประเทศเดียวกันระบบเดียวกัน  เห็นได้ชัดว่าทัศนคติของเราชาวประเทศกำลังพัฒนาติดอยู่กับการอุปถัมภ์ของอาจารย์เป็นหลัก   แต่ทัศนคติของชาวเยอรมันคิดไปถึงเส้นตรงที่เรียกว่า "มาตรฐาน" เป็นหลัก




ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งเพื่อช่วยให้บางคนเรียนจบปริญญาโทในประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  จำเป็นต้องยกต้นโป๊ยเซียนสวย ๆ ไปให้อาจารย์หลายต้น   บ้างก็ต้องไปช่วยอาจารย์เลี้ยงลูก  ช่วยตัดหญ้า  ต้องหาของขวัญดี ๆ แพง ๆ ไปให้  หรือไม่ก็ต้องแลกด้วยอย่างอื่น  ซึ่งไม่ใช่คุณภาพของวิทยานิพนธ์  เพียงเพื่อจะให้อาจารย์ "ยอม" ให้จบ ๆ ไป      หากอาจารย์ไม่ยอมก็ต้องบ่นว่า  "อาจารย์คนนี้  (มัน) จะอะไรกันนักกันหนา (วะ)" 




แต่ที่เยอรมันอาจารย์จะไม่รับของขวัญ  หากรับถือว่าคอรัปชั่น  มีสิทธิ์โดนไล่ออกทั้งครูทั้งนักเรียน   ดังนั้นขอเตือนนักเรียนไทยว่าไม่ต้องหาของขวัญแพง ๆ ไปให้เพื่อหวังว่าอาจารย์จะใจอ่อน  เพราะเขาอาจจะปฏิเสธเลยก็ได้   หาอะไรที่เล็ก ๆ พอเป็นพิธีไปฝากก็พอแล้ว   ใครที่หาของแพง ๆ ไปฝากเดี๋ยวก็ต้องโดนสวนกลับมาว่า  "คนที่เป็นด๊อกเตอร์เขาทำกันอย่างนี้เหรอ"    เธอควรเอางานวิทยานิพนธ์ดี ๆ มาฝากจะดีกว่ามั้ง   ซึ่งก็ดีครับ  ไม่ต้องคอยตามเอาใจอาจารย์  เอาเวลาไปทำงานวิทยานิพนธ์ให้ดี ๆ ดีกว่า




ถ้าผมกลับไปเมืองไทยแล้ว   เรา (คือ ผมและนักศึกษาของผม) ถือระบบตามนี้นะครับ  งดของขวัญ  แล้วมุ่งไปที่มาตรฐานของงาน  ถ้าใครคิดว่าอาจจะต้องต่อว่าผมในอนาคตว่า  "อาจารย์คนนี้  (มัน) จะอะไรกันนักกันหนา (วะ)"  ก็ให้หาอาจารย์ที่ปรึกษาคนอื่นตั้งแต่แรกดีกว่า  ไม่ต้องมายุ่งกันตั้งแต่ต้น   ถ้าใครอยากทำวิทยานิพนธ์กับผมก็ควรจะมีเป้าหมายที่จะเป็นนักวิจัยหรือนักวิชาการหลังจากจบไปแล้ว   และก็ต้องอดทนได้กับการขัดเกลาตามมาตรฐานเยอรมัน ทั้งเรื่องเวลาและพลังงานที่ต้องรอและทำจนกว่างานจะโตเต็มที่จริง ๆ  ถึงจะจบนะครับ   ถ้าตกลงตามนี้ก็ร่วมงานกันได้ครับ 




ส่วนใครที่จับฉลากแล้วได้ผมหรือถูกจัดสรรมาด้วยวิธีการใดก็ตามให้ได้อยู่กับผม  ไม่ว่าจะเป็นปริญญาตรีหรือปริญญาโท  ถ้าไม่ชอบก็ขอเปลี่ยนได้  ผมเคยให้นักศึกษาเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษาครั้งเดียว 5 คนรวด  ผมไม่แคร์ที่ใครจะหาว่าเรื่องมาก   เพราะถึงดันทุรังอยู่กันไปก็ไม่จบอยู่ดี   จะแย่กันทั้งครูทั้งนักศึกษา  แต่ถ้าไม่สามารถเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษาได้ก็คงต้องกลั้นใจฝึกบิน   เพราะเมื่อมาอยู่ในรังของ "อินทรีย์เหล็ก" เยอรมันแล้ว  ถ้าบินไม่ได้ก็คงไม่ดีมั้งครับ   กลั้นใจ ๆ ฝึกไปละกันครับ  เดี๋ยวก็ชินและบินได้เอง   ท้าทายดีออกครับ  




ถ้าไม่อยากท้าทายอะไรเลย  หรือถ้าแค่อยากได้วุฒิแล้วคิดว่าอาจารย์มีหน้าที่จะต้องปล่อยให้ท่านผ่าน ๆ ไป  ก็อย่าสมัครเข้ามาเรียนดีกว่าครับ  กันที่คนอื่นเขา








กลับสู่สารบัญเพื่อไปทำวิทยานิพนธ์ดี ๆ กันดีกว่า  



 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ