Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home เคล็ดลับวิจัย เกร็ดการทำวิจัย เกร็ดการทำวิจัยตอนที่ 32: การเขียน Proposal
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















เกร็ดการทำวิจัยตอนที่ 32: การเขียน Proposal Print E-mail

คมสัน  สุริยะ
10  มิถุนายน 2552


ช่วงนี้ผมพึ่งกลับมาจากการเดินทางไปเมืองคีล (Kiel) ทางตอนเหนือของเยอรมนีและได้มีเวลาว่างบ้างเนื่องจากอาทิตย์หน้าอาจารย์งดหนึ่งครั้งทำให้ผมไม่ต้องเร่งทำการบ้านและจัดแจงเรื่องการเดินทาง  พอมาเช็คในกล่องจดหมายดูปรากฏว่ามีเมลของน้องนักศึกษาอีกหลายฉบับถามมาหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ตอบ  ผมประมวลดูแล้วพบว่าเรื่องการเขียน Proposal มีคนกลุ้มใจกันมากที่สุด  ก็เลยขอยกมาตอบในบทความฉบับนี้

การเขียน Proposal สำหรับการทำวิทยานิพนธ์ถูกออกแบบมาให้เป็นครึ่งทางที่งานจะเสร็จ   หมายความว่าเมื่อน้องสอบวิทยานิพนธ์ผ่านแล้วก็หมายความว่าเนื้องานผ่านไปครึ่งทางแล้วเหมือนกัน  ครึ่งทางที่เหลือคือเก็บข้อมูล  วิเคราะห์ข้อมูล สรุปผล เขียนรายงาน  และสอบวิทยานิพนธ์  


องค์ประกอบใน Proposal  ประกอบด้วย 
 


1. หัวข้อวิทยานิพนธ์:   การหาหัวข้อวิทยานิพนธ์เป็นขั้นตอนที่ใช้เวลามากที่สุด  เพราะต้องค่อย ๆ คิด  มันจะรวบรัดไม่ได้   ต้องให้เวลากับมันก่อนสักเทอมหนึ่ง
(วิธีหาหัวข้อวิทยานิพนธ์อย่างเป็นธรรมชาติและสร้างความมั่นคงให้ชีวิตการทำวิทยานิพนธ์ในระยะยาว   แถมบทความพิเศษสุดสำหรับใครที่รีบมากและไม่มีเวลาแล้ว  ท่านสามารถหาหัวข้อได้ทันใน 7 วัน ด้วยการทำตาม 9 ขั้นตอนสั้น ๆ  ให้อ่านเพิ่มเติมได้ใน เกร็ดการวิจัยตอนที่  35.5: ทำอย่างไรเมื่ออาจารย์สั่งให้ไปหาหัวข้อวิทยานิพนธ์   และหากใครมีหัวข้อแล้วแต่รู้สึกว่ายังไม่ปิ๊ง  สามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้ด้วยการอ่านบทความ  เกร็ดการวิจัยตอนที่ 31: คริสตอลเคลียร์)


2. ที่มาและความสำคัญของปัญหา: คำถามวิจัยควรเขียนให้ชัดเจนไว้ในส่วนนี้  และตรวจสอบว่าคำถามวิจัยที่ระบุไปนั้นเป็นคำถามที่ดีหรือไม่
(มีคำถามวิจัยอยู่สิบเอ็ดอย่างที่ไม่ดี  อ่านได้ใน  เกร็ดการวิจัยตอนที่ 21: งานวิจัยที่อ่อนไปดูตรงไหน)  


3. วัตถุประสงค์:  บอกว่าจะผลิตองค์ความรู้ใหม่อะไรออกมา  อะไรที่ไม่ใช่องค์ความรู้ใหม่ที่จะผลิตขึ้นไม่ต้องเขียนลงไป  เช่น สิ่งที่เป็นเครื่องมือหรือทางผ่านของการหาคำตอบ  สิ่งที่เป็นขั้นตอนการทำงาน   และผลที่จะเกิดจากการได้คำตอบ
(อ่านสิ่งที่ควรเขียนและไม่ควรเขียนในวัตถุประสงค์ได้ใน เกร็ดการวิจัยตอนที่ 20: องค์ความรู้ใหม่และการเขียนวัตถุประสงค์) 


4. ขอบเขตของการศึกษา: บอกว่าด้วยความจำกัดของเวลาและงบประมาณ เราจะทำได้แค่นี้  
(อ่านสิ่งที่ควรเขียนและไม่ต้องเขียนในขอบเขตการศึกษาได้ใน  เกร็ดการวิจัยตอนที่ 35: การเขียนขอบเขตของการศึกษา)


5. ทฤษฎีและกรอบแนวคิดที่เกี่ยวข้อง:  บอกว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นทางเศรษฐศาสตร์อย่างไร  มีกระบวนการคิดอย่างเศรษฐศาสตร์อย่างไร  โดยมากเป็นการยกเอาความคิดของนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียง  นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รางวัลโนเบล  หรือผู้ที่เป็นต้นกำเนิดคิดค้นเรื่องนั้น   
(กรอบแนวคิดต่างจากแบบจำลอง  หลายครั้งเกิดความสับสนที่เอาแบบจำลองของตัวเองมาใส่ในกรอบแนวคิด  อ่านความแตกต่างระหว่างกรอบแนวคิดและแบบจำลองได้ใน  เกร็ดการวิจัยตอนที่ 33: กรอบแนวคิด v.s. แบบจำลอง)


6. การทบทวนวรรณกรรม:  บอกว่าปัญหานี้เคยมีผู้ทำมาแล้วหรือไม่  ถ้ามีเขาตอบคำถามว่าอย่างไร  ตอบเรื่องไหนได้ดีแล้ว  ตอบเรื่องไหนยังอ่อนไป  มีคนอื่นได้คำตอบที่ขัดแย้งกันหรือไม่  ถ้าขัดแย้งกันฝ่ายไหนดูดีกว่า  แล้วคำตอบของเราจะเข้ามาเสริมในช่องว่างจุดไหน 
(อ่านรายละเอียดได้ใน เกร็ดการทำวิจัยตอนที่ 2:  การเขียน Literature Review  และเกร็ดการวิจัยตอนที่ 27: สิ่งที่รับไม่ได้เลยในการทำวิจัย) 

การเขียนทบทวนวรรณกรรมที่ดีเป็นการบ่งบอกฝีมือของเราในห้าด้าน คือ    ทักษะการประมวลความคิด (conceptualization)  การอ่านมามาก (Read more)  ความมุ่งมั่น (Concentration) การเจาะลึก (Focus) และการนำเสนอ (Presentation) 



7.ระเบียบวิธีวิจัย 

7.1  เริ่มต้นที่แบบจำลอง  เมื่อเราได้กล่าวมาแล้วว่าเรื่องนี้มีทฤษฎีที่คนคิดกันมาอย่างไร  แล้วเราก็ทบทวนวรรณกรรมแล้วว่ามีประเด็นถกเถียงกันในเรื่องอะไรที่ยังไม่สิ้นสุด  แล้วงานของเราจะเข้าไปช่วยให้คำตอบตรงไหน   ลำดับต่อไปก็คือบอกว่างานของเราจะทำอย่างไร  ซึ่งก็คือการนำเสนอแบบจำลองของเรา  

แบบจำลองคือแนวคิดว่าเรื่องต่าง ๆ เชื่อมโยงกันอย่างไร  มีเหตุและผลอย่างไร  และสุดท้ายจะให้คำตอบออกมาได้อย่างไร (อ่านเรื่อง ทำไมต้องสร้างแบบจำลอง และ อ่านเกร็ดการทำวิจัยตอนที่  22: วิธีการสร้างแบบจำลอง)   

แบบจำลองเป็นระบบความคิด  เป็นสายโซ่ร้อยความคิดให้ไหลเวียนเป็นระเบียบและเชื่อมโยงกันอย่างสอดคล้องกลมกลืนเป็นเรื่องเดียวกัน  (ดูตัวอย่างที่ดีในการสร้างแบบจำลองของอาจารย์ไพรัช  พิบูลย์รุ่งโรจน์ ที่นำเสนอที่ปารีส  สังเกตว่ามีการนำเสนอเริ่มต้นตั้งแต่ทฤษฎีทำให้แบบจำลองแน่น และแบบจำลองไม่ละเลยที่จะรวมเอาปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ที่จะมีผลต่อการ flow  ของสิ่งที่ตั้งใจจะหาคำตอบ ไว้ได้อย่างครบถ้วน) 


ในขณะที่กรอบแนวคิดคือมีคนคิดเรื่องนั้นไว้ว่าอย่างไร   มีองค์ประกอบอะไรที่ครอบคลุมเรื่องนั้นอยู่บ้าง   แบบจำลองคือเราจะหาคำตอบออกมาได้อย่างไร  มีเส้นทางอย่างไรที่จะเดินไปสู่คำตอบ  (อ่านเพิ่มเติมได้ในเกร็ดการวิจัยตอนที่ 33:  กรอบแนวคิด v.s. แบบจำลอง)


แบบจำลองมีประโยชน์ทำให้รู้ว่าต้องศึกษาในจุดไหน  ต้องได้คำตอบย่อยในเรื่องไหน  และต้องได้คำตอบอะไรก่อน  จึงจะสามารถตอบคำถามใหญ่ได้ในที่สุด  

เราอาจจะสร้างแบบจำลองเองได้เมื่อสามารถอธิบายความเชื่อมโยงของสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเข้าใจชัดเจน (คริสตอลเคลียร์)   อาจจะดัดแปลงจากแบบจำลองของคนอื่นก็ได้ (เพื่อให้เข้ากับบริบทของงานเรา)  หรืออาจจะยกเอาแบบจำลองของคนอื่นมาทั้งหมดก็ได้  (เช่น Five forces model ของ Michael Porter)




7.2  ลำดับต่อไปคือข้อมูล   ข้อมูลมีสองแบบคือแบบปฐมภูมิและทุติยภูมิ  แบบจำลองของเราต้องการข้อมูลแบบไหน  ถ้าต้องเก็บข้อมูลปฐมภูมิก็ต้องบอกว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นใคร  มีจำนวนประชากรเท่าไร  จะสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีไหน  คำนวณออกมาแล้วได้ตัวอย่างกี่ชุด  วิธีการเก็บข้อมูลทำอย่างไร  ถ้าใช้แบบสอบถามก็ต้องแนบไว้ท้าย Proposal ด้วย   ถ้าเป็นข้อมูลทุติยภูมิต้องบอกว่าข้อมูลได้มาจากไหน  ใครเป็นคนรับผิดชอบการผลิตข้อมูลนั้น  ข้อมูลครอบคลุมปีไหน  ตัวเลขเหล่านั้นคืออะไรและมีสูตรคำนวณออกมาได้อย่างไร



7.3  วิธีวิเคราะห์ข้อมูล    โดยมากใช้สถิติ   และในทางเศรษฐศาสตร์มักเลี่ยงไม่ได้ที่จะใช้เศรษฐมิติ (Econometrics) เช่น          แบบจำลองโลจิต   นอกจากนั้นก็มีแบบจำลองประเภท Simulation ต่าง ๆ เช่น  Computable General Equilibrium (CGE),       Agent-based simulation,     Cellular automata  เป็นต้น  วิธีการวิเคราะห์ที่ประยุกต์มาจากสถิติ เช่น  Structural Equation Model   บางทีก็อาจจะใช้เทคนิคพิศดารทางคณิตศาสตร์ เช่น  Artificial Neural Networks  มาช่วย   มาถึงตรงนี้น้องนักศึกษามักถอนหายใจ  แต่ไม่ต้องกลัว  พยายามลงเรียนให้มากที่สุด  และตอนทำจริง ๆ ก็จะลองผิดลองถูกแล้วทำไปได้เรื่อย ๆ เอง    จำไว้ว่างานจะทำให้เราเก่งขึ้น
 
 

8.  แผนการทำวิจัย:  บอกว่าจะทำอะไรเมื่อไร  จะเสร็จทันไหม  เป็นไปได้ไหม  บางทีถ้ามีทุนสนับสนุนก็อาจต้องเพิ่มเรื่องงบประมาณด้วย



9.  ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับและผู้ใช้ประโยชน์จากการวิจัย:  ถ้าได้คำตอบมาแล้วจะช่วยอะไรได้บ้างและจะช่วยใครได้บ้าง  ใครหรือหน่วยงานไหนที่ควรจะได้อ่านผลงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ของเราแล้วจะช่วยเขาได้   

การเขียนเนื้อหาส่วนนี้มุ่งสอนว่า  จงให้ในสิ่งที่คนอื่นกำลังแสวงหา  อย่าให้เพียงสิ่งที่เราอยากให้เท่านั้น   ถ้าน้องไม่ทราบว่าคนอื่นกำลังแสวงหาอะไรก็ต้องเดินเข้าไปถามก่อน  ต้องออกแรงนิดหน่อยก่อนถึงจะเขียนส่วนนี้ได้ดี  โดยมากถ้าเขียนตรงนี้ได้ดีแล้วจะทำให้งานวิทยานิพนธ์นั้นเด่นมาก  เช่น งานของคุณณรงค์เดช  วิโรจน์สกลกุล ปี 2549 เรื่องปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสละสิทธิ์เข้าศึกษาจากการรับเข้าแบบโควต้าภาคเหนือ ซึ่งได้รางวัลดีเด่นของ มช.   หากเขียนไม่ดีมักจะต้องขึ้นหิ้ง  (อ่านเรื่องงานวิจัยขึ้นหิ้งสิบประการได้ในเกร็ดการวิจัยตอนที่ 30)



10.  เอกสารอ้างอิง:  ตรวจสอบให้รอบคอบว่า  คนที่เราอ้างถึงในทุกหน้าที่ผ่านมา  ได้เขียนไว้แล้วในเอกสารอ้างอิงท้ายเล่มอย่างครบถ้วนไม่ตกหล่น เพื่อให้ผู้อ่านสามารถทราบได้ว่าคนที่เราอ้างอิงถึงนั้นทำเรื่องอะไร  และจะสามารถสืบค้นหาเอกสารต้นฉบับมาค้นคว้าต่อได้  ถ้าไม่เขียนไว้ท้ายเล่มก็จะไม่รู้  เช่น ในเล่มเขียนว่า  คมสัน (2552)  แต่ไม่เขียนไว้ท้ายเล่ม  ก็จะไม่ทราบว่าเป็นเอกสารฉบับไหนของ อ.คมสัน คนอ่านถ้าสนใจอยากอ่านบ้างก็กลับไปเปิดดูไม่ได้


11.  ภาคผนวก:  อย่าลืมแนบแบบสอบถาม (ถ้าการศึกษาต้องใช้แบบสอบถาม)    เอาตารางข้อมูลที่มีตัวเลขเยอะ ๆ หลาย ๆ หน้าซึ่งจะเกะกะหากเอาไปไว้ข้างหน้ามาไว้ท้ายเล่มตรงนี้   แสดงรายนามผู้ที่เราจะไปสัมภาษณ์ (ถ้ามี)   แสดงข้อมูลเบื้องต้นของพื้นที่ที่เราจะเก็บข้อมูล เช่น  ข้อมูลของหมู่บ้านแม่กำปอง   เป็นต้น (ลองดู ตัวอย่างแบบสอบถามจากการรถไฟเยอรมัน)



เมื่อสอบ Proposal ผ่านแล้วก็พร้อมลงสนาม  และเมื่อทำตาม Proposal นั้นได้ทั้งหมดก็เป็นอันจบ  แต่มันยังมักจะไม่จบ  เพราะอะไร ๆ มักจะไม่เป็นไปตามที่เราคาด  ซึ่งก็ต้องแก้ปัญหากันไปเอาข้างหน้า  เมื่อทำงานแล้วติดขัดก็อาจจะอยากถามว่า  เราจะแก้ Proposal ได้ไหม   คำตอบคือโดยสากลทั่วไปทำได้   เพราะเขารู้กันทั่วไปว่า Proposal  เขียนขึ้นในเวลาที่ยังไม่ได้พบปัญหาจริงทั้งหมด  จึงอาจจะยังไม่เห็นในบางมุมที่อาจจะเกิดปัญหา   อย่างไรก็ตามการแก้ไข Proposal ควรปรึกษาอย่างใกล้ชิดกับอาจารย์ที่ปรึกษาก่อน  ต้องให้อาจารย์ทราบปัญหาเพื่อที่จะหาทางออกร่วมกัน  อย่าปิดบังและอย่าเปลี่ยนแปลงอะไรกะทันหันเกินไป   ซึ่งอาจารย์ก็คงจะใจกว้างพอที่จะรับฟังปัญหาและช่วยกันหาทางแก้ไขกันต่อไป


อย่าลืมว่า Proposal คือครึ่งทางแรกเท่านั้น  ครึ่งทางหลังยังมีอะไรอีกมากมายรออยู่  จงเตรียมพร้อมรับมือกับมัน  ปัญหาที่บั่นทอนกำลังใจของนักศึกษาที่ทำให้ไม่จบสักทีอยู่ที่สภาพจิตใจ  เช่น ความไม่อยากทำ   อ่านวิธีแก้ปัญหาความไม่อยากทำและการเตรียมรับมือกับหนทางครึ่งทางหลังได้ใน  เกร็ดการวิจัยตอนที่ 34:  ทำอย่างไรถ้าไม่อยากทำ


การฝึกเขียน Proposal ให้มีพลังจะให้รางวัลเยอะกว่าที่คิด  ไม่เพียงแต่จบการศึกษาเท่านั้น  แต่ในอนาคตยังสามารถเป็นเงินเป็นทองขึ้นมา  ทำให้ได้ทุนไปเรียนต่อเมืองนอก  ได้ทุนทำวิจัย  และยังเป็นช่องทางให้ได้ตำแหน่งงานทางวิชาการในต่างประเทศด้วย (รายได้ไม่ต่ำกว่า 5  แสนบาทต่อเดือนหลังหักภาษี)   อ่านได้ในเรื่อง พลังของ Proposal






กลับไปหน้าสารบัญ
 




 

 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ