Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home ข้ามสาขา ภาษาและวัฒนธรรมเยอรมัน วัฒนธรรมวิจัยเยอรมัน
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















วัฒนธรรมวิจัยเยอรมัน Print E-mail
Written by คมสัน สุริยะ   
Monday, 01 June 2009 13:26

ชาวเยอรมันมีวัฒนธรรมในการผลิตรถยนต์และรถไฟ  ดังนั้นสิ่งที่เข้าสร้างขึ้นมามันต้องแล่นได้จริง  มันต้องเร่งเครื่องได้  มันต้องชะลอความเร็วได้   มันต้องเกาะถนน  มันต้องวิ่งได้ทั้งอากาศร้อนและอากาศหนาว   ทั้งกลางวันและกลางคืน  และถ้าชนก็ต้องปลอดภัย

 

ดังนั้นเขาต้องรู้อย่างลึกซึ้งถึงการทำงานของเครื่องยนต์กลไกแต่ละชิ้น  ชนิดพลาดไม่ได้   อีกทั้งยังต้องหาทางทำให้อะไร ๆ ทำงานได้ง่ายขึ้น  ทนทานขึ้น  ปลอดภัยขึ้น  และราคาถูกลง

 

ภาษาเยอรมันมีเพศสำหรับคำนาม  และมีการผันกริยาไปตามประธานและกาล   การจะพูดภาษาเยอรมันให้ถูกต้องนั้นจึงต้องรู้อย่างลึกซึ้งตั้งแต่ว่าคำนามตัวนี้เพศอะไรและกริยาตัวนี้ผันอย่างไร   ประโยคเยอรมันมักจะเอากริยาไว้ปิดท้าย  ดังนั้นคนฟังก็ต้องตั้งใจฟังให้จบเพื่อจะได้ความที่สมบูรณ์    วัฒนธรรมด้านภาษาทำให้ชาวเยอรมันต้องศึกษาอะไรให้รู้จริงและตั้งใจจริงตั้งแต่ต้นจนจบ  

 

วัฒนธรรมการวิจัยของชาวเยอรมันจึงสะท้อนความคาดหวังของสังคมที่จะต้องศึกษาอะไรให้รู้จริง   จะรู้เพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ได้   นั่นทำให้ประเทศของเขาเจริญ  ผลิตโน่นผลิตนี่ออกมาได้เรื่อย ๆ  แต่นั่นก็เป็นปัญหาของเราชาวไทยที่ไปอยู่ที่เยอรมัน   เพราะพวกเรามักจะเป็นเหมือนเป็ดที่รู้เกือบทุกอย่าง  แต่รู้อย่างละนิดอย่างละหน่อย 

 

การศึกษาชั้นประถมและมัธยมของเยอรมันกับไทยนั้นต่างกันที่ปรัชญา    โรงเรียนเยอรมันเปิดเพียงครึ่งวัน  สอนเรื่องที่ต้องใช้ในชีวิต  เช่น  สุขศึกษา  คณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวัน  วิทยาศาสตร์สำหรับอธิบายปรากฏการณ์ที่พบบ่อย และมุ่งให้เยาวชนค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบเจอ   ดังนั้นโรงเรียนจะพานักเรียนออกมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้นอกโรงเรียนเป็นประจำ    เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยเขาก็จะเลือกเรียนในสิ่งที่ชอบโดยไม่ตามค่านิยมของสังคม   เช่น  เพื่อนคนหนึ่งเลือกเรียนเกษตรเพราะเขาทึ่งในกลไกที่ทำให้ต้นไม้สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมแบบต่าง ๆ  

 

ส่วนโรงเรียนไทยไม่ขอวิจารณ์มากเพราะพวกเราก็รู้กันดีว่าสอนให้มากไว้ก่อน  ต้องรู้มากไว้ก่อน  โดยชีวิตจะได้เอาไปใช้หรือเปล่าเป็นอีกเรื่อง   และการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ทุ่มเทแข่งขันกันในวิชาที่ไม่รู้ว่าชีวิตจะได้เอาไปใช้หรือไม่เหล่านี้     จากนั้นก็ลงเอยที่การเข้าคณะที่สังคมและครอบครัวชอบแต่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบหรือเปล่า  จบออกมาก็เลยไม่รู้ว่าตัวเองเรียนอะไร   งง ๆ  และมักเปลี่ยนสายเรียนและอดทนสู้ชีวิตกันต่อไป

 

พวกเราก็เลยดูเหมือนรู้อะไรมาก  พูดเรื่องนั้นก็ อ๋อ  เคยเรียนมาแล้ว  แต่เอ๊ะ  มันว่าไงนะ  จำไม่ได้   คืนครูไปหมดแล้ว   แต่เยาวชนเยอรมันดูเหมือนจะไม่ได้เรียนอะไรเลย  แต่จะแม่นมากในเรื่องที่เขารู้   รู้ไปจนถึงตัวเลข เช่น  ความสูงของยอดเขาเอเวอร์เรสต์   เรารู้แค่ว่ามันสูงที่สุด  แต่เขารู้ว่ามันสูงเท่าไร   ยอดเขาที่สูงรองลงไปมันต่างจากเอเวอร์เรสต์เท่าไร   นี่คือมาตรฐานของเยอรมัน  ยังไม่ถึงกับเป็นแฟนพันธุ์แท้   ถ้าแฟนพันธุ์แท้คงรู้หมดว่าธรณีวิทยาของยอดเขาเอเวอร์เรสต์เป็นอย่างไร

 

ผมว่าวัฒนธรรมการวิจัยของอเมริกันก็คงจะเป็นแบบเดียวกันเพราะอเมริกันสร้างยานอวกาศ  ซึ่งก็พลาดไม่ได้เช่นกัน   แต่สำหรับวัฒนธรรมการวิจัยไทย  เราไม่ถูกกดดันให้ต้องสร้างอะไร  พลาดก็ไม่เป็นไร   ความคาดหวังจึงต่างกัน

 

ดังนั้นระวังให้ดีเวลาที่อยากจะมาทำวิจัยในเยอรมัน   ต้องรู้แล้วว่าเขาคาดหวังให้เรารู้ในเรื่องที่เราจะทำวิจัยมาเป็นอย่างดี   เราต้องมีเรื่องที่เราเกาะติด  ไม่ใช่ไปถามเขาว่าจะทำเรื่องอะไรดี    เพราะที่เยอรมันแต่ละคนต้องมีเรื่องที่ตัวเองสนใจอยู่แล้ว  อีกทั้งต้องรู้มากและรู้จริงในสิ่งที่สนใจ   

<< ย้อนกลับไปหน้าสารบัญ




 

 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ