Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home เคล็ดลับวิจัย เกร็ดการทำวิจัย เกร็ดการวิจัย ตอนที่ 22: วิธีการสร้างแบบจำลอง
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















เกร็ดการวิจัย ตอนที่ 22: วิธีการสร้างแบบจำลอง Print E-mail
Written by คมสัน สุริยะ   
Tuesday, 14 April 2009 04:29

การสร้างแบบจำลองหรือที่เรียกว่าโมเดลจะต้องไม่เริ่มจากการคิดเรื่องตัวแปร เพราะจะทำให้คิดไม่ออกว่าจะใช้ตัวแปรอะไร ใช้แล้วจะดีไหม จะเก็บข้อมูลอย่างไร จะใช้เทคนิคไหนวิเคราะห์ สารพัดคำถามเหล่านี้จะนำมาซึ่งความปวดหัว ท้อแท้ เบื่อหน่าย สิ้นหวัง เพราะนักวิจัยจะติดปัญหามากมายที่มักจะแก้ไขด้วยตัวคนเดียวไม่ได้  

ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการท่องเที่ยวชุมชนที่ตั้งคำถามว่า ครัวเรือนไหนที่จะเข้าร่วมเป็นโฮมสเตย์ หากเริ่มที่การคิดว่าจะใช้ตัวแปรอะไรจะคิดได้สัก 30 ตัวแปร แล้วก็ต้องมาพบกับปัญหาว่าจำนวนตัวอย่างอาจจะไม่มากพอ จากนั้นก็ต้องมาคิดว่าจะตัดตัวแปรไหนทิ้ง แล้วจะใช้หลักอะไรมาตัดตัวแปร ปัญหาเหล่านี้ฟังดูเหมือนจะง่ายแต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วยาก ผลสุดท้ายจะไม่ได้โมเดลออกมาเลย  

ทางที่ง่ายกว่า ปลอดโปร่งโล่งสบายกว่า และสนุกกว่าในการสร้างแบบจำลอง มีเคล็ดลับอยู่สามขั้นตอนดังนี้คือ

ขั้นที่ 1 มองเรื่องนั้นอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด

ขั้นที่ 2 เขียนสคริปของทั้งเรื่องก่อน จากนั้นเน้นจุดโฟกัสบางจุด

ขั้นที่ 3 เล่าให้คนอื่นฟังบ่อย ๆ

ในการมองอย่างเป็นธรรมชาติ ยกตัวอย่างเรื่องปัจจัยที่ทำให้ครัวเรือนหนึ่งเข้าเป็นโฮมสเตย์คืออะไร ธรรมชาติที่สุดของเรื่องนี้คือครัวเรือนนั้นตั้งอยู่ใกล้ศูนย์กลางของหมู่บ้านไหม ถ้าไกลก็ยาก ต่อมาบ้านนั้นสภาพโอเคไหม ถ้าสกปรกรกรุงรังก็ยาก ถ้าไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกก็ยาก แล้วบ้านนั้นมีสตรีไหมเพราะงานโฮมสเตย์ต้องคอยทำกับข้าวและดูแลแขกเรื่องที่พักซึ่งเป็นงานที่ผู้หญิงมักจะถนัดกว่าผู้ชาย อย่างน้อยที่สุดก็ทำอาหารอร่อยกว่า จากนั้นสตรีที่มีอยู่ในบ้านนั้นสุขภาพดีไหม คือร่างกายอยู่ในสภาพที่ทำงานได้ไหม แล้วที่สำคัญคือมีเวลาไหม คนที่ไม่มีเวลาอาจจะเพราะต้องไปทำงานไกลจากหมู่บ้านทุกวัน ทำงานที่มีเวลาแน่นอนขาดลาไม่ได้ และสุดท้ายเมื่อมีทุกอย่างที่กล่าวมาแล้วยังต้องถามอีกอย่างว่ามีอัธยาศัยที่ดีหรือมีจิตใจของการให้บริการไหม ถ้าไม่อยากต้อนรับผู้มาเยือนก็คงยากที่จะเป็นโฮมสเตย์

การคิดอย่างเป็นธรรมชาติที่สุดจะทำให้เราได้ตรรกะ (ถ้า...แล้ว...) ออกมาดังนี้คือ ถ้า....บ้านอยู่ใกล้ศูนย์กลางของหมู่บ้าน และ สภาพบ้านโอเค และมีสตรีในบ้าน และสตรีนั้นสุขภาพดีทำงานได้ และสตรีที่สุขภาพดีนั้นมีเวลา และสตรีที่สุขภาพดีมีเวลานั้นมีจิตใจของการให้บริการ แล้ว....บ้านนั้นจะเข้าร่วมเป็นโฮมสเตย์  

ตรรกะเช่นนี้เรียกว่าแบบจำลอง เราได้แบบจำลองออกมาแล้ว โดยไม่มีสมการคณิตศาสตร์ ไม่มีเศรษฐมิติ ไม่มีเรื่องทางเทคนิคใด ๆ ไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องเหล่านั้นในขั้นนี้ ขอเพียงได้ตรรกะออกมาก็ถือว่าเราได้แบบจำลองแล้ว

แน่นอนว่าตรรกะนี้ยังไม่สมบูรณ์ 100% ยังมีข้อโต้แย้งอีกมากในหลายจุด เช่น ถ้าไม่มีผู้หญิงแต่มีผู้ชายจะเป็นโฮมสเตย์ไม่ได้เลยหรือ นอกจากนั้นบ้านที่มีพร้อมทุกอย่างดังที่กล่าวมาอาจจะไม่เป็นโฮมสเตย์ก็ได้ถ้าขี้เกียจหรือเห็นว่าเวลาพักผ่อนมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าการไปทำโฮมสเตย์ เรื่องเหล่านี้คิดไปได้เรื่อย ๆ แต่อย่างน้อยก็มีฐานให้ใช้คิดต่อ การคิดต่อจะยิ่งพัฒนาแบบจำลองให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

นักวิจัยหลายท่านถามกันมามากว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าธรรมชาติที่สุดของเรื่องนั้นคืออะไร คำตอบก็คือการลงพื้นที่เพื่อเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงแล้วปล่อยให้เวลาช่วยให้ความคิดตกผลึกเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด นอกจากนั้นการอ่านทฤษฎีและผลงานวิจัยของคนอื่นที่ใกล้เคียงกันก็ช่วยให้มีตัวเปรียบเทียบเชิงความคิดเห็นว่าธรรมชาติที่เรามองเห็นเองกับธรรมชาติที่คนอื่นมองเห็นนั้นเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

งานวิจัยเรื่องหนึ่งอาจจะมีหลายแบบจำลอง หากเป็นเช่นนั้นเราจะเขียนสคริปของทั้งเรื่องจะช่วยให้งานวิจัยทั้งเรื่องปะติดปะต่อเป็นเรื่องเดียวกันก่อน อุปมาเหมือนการลงสีพื้นในการวาดรูป เราจะลงสีพื้นให้เป็นเรื่องเดียวกันและกลมกลืนกันไว้ก่อน จากนั้นใช้พู่กันแต้มสีเข้มมาตัดเส้นหรือวาดลวดลายที่ต้องการเน้นลงไปบนสีพื้นนั้น ลวดลายดังกล่าวแต่ละแห่งคือแบบจำลองแต่ละชุด ผลลัพธ์ที่ออกมาคือเราจะได้ภาพที่มีทั้งความกลมกลืนและมีจุดเน้นหลาย ๆ จุด

การทำแบบจำลองที่ดีจะต้องผ่านการตรวจทานหลายครั้ง วิธีการที่ดีในการตรวจทานคือการซ้อมพรีเซ้นท์ แบบที่คุณบัณฑิต อึ้งรังษี ชอบใช้คำว่า ซ้อม ซ้อม แล้วก็ซ้อม การพูดให้ตัวเองหรือคนอื่นฟังบ่อย ๆ หลาย ๆ รอบว่างานวิจัยนี้เป็นเรื่องอะไร เน้นในประเด็นไหนบ้าง มีคำถามวิจัยว่าอย่างไร ตรรกะในการตอบคำถามมีว่าอย่างไร และมีหลักฐานอะไรมายืนยันตรรกะนั้น  

การซ้อมพรีเซ้นท์เช่นนี้จะพอบอกได้ว่าเราจะต้องทำอะไรต่อไป เช่น เรื่องตัวแปรที่จะใช้เพื่อให้ได้หลักฐานที่แน่นหนาและตรงประเด็นที่สุดเพื่อมายืนยันตรรกะของเรา (ทำให้เรารู้ว่าตัวแปรไหนที่เป็นอาหารหลัก และตัวแปรไหนที่เป็นเครื่องเคียง) การเก็บข้อมูลที่รู้ว่าควรจะเคร่งครัดรัดกุมในส่วนไหน และวิธีการมาตรฐานทางสถิติและเศรษฐมิติในเรื่องนั้นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าจะให้ผลการวิเคราะห์ที่น่าเชื่อถือและผลิตความจริงออกมาได้โดยไม่มีผู้โต้แย้งทางเทคนิค

จุดอ่อนของงานวิจัยจะถูกเผยออกมาเรื่อย ๆ จากการซ้อมพรีเซ้นท์ซึ่งไม่ต้องตกใจ เพราะการรู้จุดอ่อนก่อนแล้วรีบอุดจะทำให้งานวิจัยดีขึ้น แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะทำงานวิจัยออกมาแล้วไม่ดีที่สุด เพราะงานวิจัยที่ดีที่สุดนั้นไม่เคยมี ทำวิจัยเพียงเพื่อให้เราแน่ใจว่าเราได้ค้นพบธรรมชาติที่ถูกต้องของเรื่องนั้นก็พอ เรายืนยันกับตัวเองได้ว่าจริง เรายืนยันกับคนอื่นได้ว่าจริง แค่นั้นก็สุดยอดงานวิจัยแล้ว


แนะนำบทความที่เกี่ยวข้อง




<< ย้อนกลับไปหน้าสารบัญ 
 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ