Tourism Logistics - โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว

Home เคล็ดลับวิจัย เกร็ดการทำวิจัย เกร็ดการทำวิจัย ตอนที่ 21: งานวิจัยที่อ่อนไปดูตรงไหน
Welcome


Tourism
Logistics



CMSE
Conference



Journal EEQEL




คลังหนังสือ
Komsan
Suriya



















เกร็ดการทำวิจัย ตอนที่ 21: งานวิจัยที่อ่อนไปดูตรงไหน Print E-mail
Written by คมสัน สุริยะ   


งานวิจัยที่ดีเป็นอย่างไร การจะบอกว่างานวิจัยที่ดีเป็นอย่างไรนั้นอาจจะยากกว่าการบอกว่างานวิจัยอ่อนไปเป็นอย่างไร เพราะงานวิจัยที่ดีคืองานวิจัยที่ไม่อ่อนไป แล้วงานวิจัยที่อ่อนไปดูกันอย่างไร  


งานวิจัยที่อ่อนไปคืองานวิจัยที่การสรุปผลอ่อนไป การสรุปผลอ่อนไปเพราะการวิเคราะห์อ่อนไป การวิเคราะห์อ่อนไปเพราะฐานข้อมูลอ่อนไป


ความอ่อนไปของฐานข้อมูล การวิเคราะห์ และการสรุปผล เกิดจากกรอบแนวคิดหรือทฤษฎีที่อ่อนไป บวกกับวิธีการศึกษาที่อ่อนไป


กรอบแนวคิดหรือทฤษฎีที่อ่อนไป และวิธีการศึกษาที่อ่อนไป ทั้งหมดนี้เกิดจากคำถามวิจัยที่อ่อนไป



คำถามวิจัยที่อ่อนไปมีอย่างน้อยสิบประเภท ดังต่อไปนี้



ศูนย์  ตั้งคำถามผิด  ถามในสิ่งที่ไม่ใช่คำถาม  เช่น  คำถามวิจัยของเรื่องนี้คือการสร้างแบบจำลองแสดงความสัมพันธ์ระหว่างการท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจส่วนอื่นของประเทศ   สิ่งที่ควรถามคือเมื่อได้แบบจำลองมาแล้วจะตอบอะไร


หนึ่ง คำถามวิจัยที่มีคำตอบไปแล้ว (แล้วยังเผลอไปทำซ้ำ)


สอง คำถามวิจัยที่หาคำตอบไม่ได้ (อจินไตย)


สาม คำถามวิจัยที่ได้คำตอบมาแล้วก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรต่อ (คำถามที่ให้คำตอบประเภท ?แล้วไง?)  


สี่ คำถามวิจัยที่นำไปสู่คำตอบหนึ่งอย่างแน่นอน ( อาจารย์มิ่งสรรพ์เคยตำหนิผมโดยใช้ประโยคว่า Leading question leads you to nowhere.)


ห้า คำถามที่ต้องการรู้อยู่คนเดียว ไม่มีใครอยากรู้ด้วย หรือล้าสมัยไปแล้ว (เพราะจะไม่ได้ทุน ต้องควักเงินตัวเองทำ)


หก คำถามที่เล็กน้อยเกินไป ไม่มีความสำคัญ (ภาษาอังกฤษเรียกว่า Trivial และคนหนุ่มที่มักจะคิดแต่เรื่องอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เกินไปก็มักถูกเรียกว่า A trivial young man)


เจ็ด คำถามที่กว้างมากจนไม่มีทางทำเสร็จในเวลาที่กำหนด


แปด คำถามที่ตอบได้ตามอำเภอใจ (subjective) ไม่มีมาตรวัดที่เป็นวิทยาศาสตร์ (objective)


เก้า คำถามที่ตอบเปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็วตามกาลเวลา (วันนี้ได้คำตอบอย่างหนึ่ง พรุ่งนี้ได้คำตอบอีกอย่างหนึ่ง)


สิบ คำถามที่ไม่มีใครอยากตอบ (บางเรื่องก็เป็นเรื่องที่สังคมไม่อยากพูดถึง ถึงพยายามหาคำตอบก็ไม่มีใครอยากตอบ หรือไม่กล้าตอบ ถึงรู้คำตอบก็ไม่มีใครอยากฟัง หรือไม่มีใครอยากเชื่อ การวิจัยทางสังคมจะได้รับผลกระทบจากคำถามประเภทนี้มากกว่าทางวิทยาศาสตร์ เพราะประเด็นทางสังคมเป็นเรื่องของคน จึงมีความละเอียดอ่อนมากกว่าทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนอยู่บนความจริงเท่านั้น ความจริงทางสังคมบางอย่างก็ไม่มีคนเชื่อว่าเป็นความจริง การทำวิจัยประเภทนี้ออกมาจึงอาจจะไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้นในสังคม เพราะสังคมไม่ยอมรับฟังคำตอบนั้น)





ดังนั้นงานวิจัยที่ดีต้องดีตั้งแต่ตั้งคำถามวิจัย การจะแก้ไขงานวิจัยให้ดีก็ต้องเริ่มแก้ไขกันที่การตั้งคำถามวิจัย สูงสุดจึงคืนสู่สามัญ สิ่งที่ดูเหมือนจะง่ายที่สุดกลับกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการวิจัย

 














<< ย้อนกลับ





 

เกี่ยวกับลิขสิทธิ์เนื้อหาในเว็บไซต์ิ์

ผู้เขียนไม่หวงห้ามที่ท่านจะคัดลอกบทความ บนเว็บไซต์นี้ไปใช้ในรายงานของท่าน  

แต่ขอความกรุณาเพื่อนนักวิชาการ เพื่อนผู้ทำเว็ปไซต์ 
น้อง ๆ นักเรียน นักศึกษา ทุกท่าน 
ได้โปรดเขียนอ้างอิงในรายงานของท่านตามหลักสากล

การไม่เขียนอ้างอิงดังกล่าวถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์
และมีความผิดตามกฎหมาย  
 
 ขอขอบคุณทุกท่านมากครับ